วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559

คำขอร้องจากพระเมียน์มาร์ ถึงรัฐบาลไทย


คำแปลคำปราศรัยจาก Facebook ของพระวีระธู

   อาตมาขอแสดงคารวะต่อคณะสงฆ์ไทยเจริญพรประชาชนชาวไทยและรัฐบาลประเทศไทย 

อาตมาคือพระวีระธู จากวัดมะโซเย็ง เมียนม่าร์สหภาพเมียนม่าร์ 
  
      ขอเจริญพรสาธุชนทุกท่าน อาตมาเป็นลูกของพระพุทธเจ้าคนหนึ่งในจิตใจของอาตมามีแต่ความเมตตากรุณาและมีธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ในหัวใจอย่างเต็มเปี่ยมไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสรรพสัตว์ทั้งหลายหากประสบความทุกข์ร้อน เมื่ออาตมาได้ทราบก็มิอาจอยู่นิ่งเฉยได้
     วันนี้อาตมาได้รับทราบข่าวเกี่ยวกับเรื่องราวของวัดพระธรรมกายซึ่งอาตมา ได้เฝ้าติดตามมาโดยตลอดและได้ทราบจากข่าว ว่าทางราชการของประเทศไทยจะบุกเข้าไปจับตัวหลวงพ่อธัมมชโย แห่งวัดพระธรรมกายหลังจากความพยายามครั้งที่แล้วไม่สำเร็จ โดยในครั้งนี้ได้มีการเพิ่มสรรพกำลังและความพยายามที่จะมาจับตัวหลวงพ่อให้ได้ ทั้งยังพยายามขัดขวางมิให้สาธุชนที่มีความเป็นห่วงเป็นใยในตัวหลวงพ่อได้เดินทางมาวัดโดยสะดวก มีการสนธิกำลังทั้งตำรวจทหารและสุนัขตำรวจเข้ามาจัดการ 
    อาตมามีความเห็นว่าเรื่องของสงฆ์ควรให้คณะสงฆ์ด้วยกันเป็นผู้ดำเนินการมากกว่า ให้พระเถระผู้ใหญ่เข้ามาดูแลดีกว่าที่จะให้ทางฆราวาส ตำรวจหรือทหารเข้ามาจัดการ ซึ่งเรื่องอย่างนี้ไม่ว่าในประเทศไทยเองหรือในประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาทั่วโลกยอมรับได้
    อาตมา ปรารถนาที่จะให้ท่านที่มีอำนาจรับผิดชอบเรื่องนี้ได้พิจารณาอย่างเที่ยงธรรม หากเป็นเช่นนั้น อาตมา คณะสงฆ์เมียนม่าร์และประชาชนชาวเมียนม่าร์ก็จะขออนุโมทนาสาธุการเป็นอย่างยิ่ง
   สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนี้อาตมา รู้สึกสงสัยอยู่ว่ามีใครบงการอยู่เบื้องหลังหรือไม่ 
    เรื่องนี้ใคร่ขอให้ ทางฝ่ายรัฐบาลและผู้ที่เป็นผู้บริหารในสถาบันหลักของประเทศไทยอย่าได้ปล่อยปละละเลยจนทำให้ศาสนาพุทธสูญสลายไปจากแผ่นดินไทย
    ตัวอาตมาเองและคณะสงฆ์เมียนม่าร์ก็ได้ทำหน้าที่ปกป้องรักษาพระพุทธศาสนามาด้วยความสงบ ภายใต้กฎหมายเพื่อให้เกิดความสงบร่มเย็นแก่ทุกคน อาตมาเองก็ยึดมั่นเช่นนั้น
    สำหรับพุทธศาสนิกชนชาวไทยพร้อมใจกันมาปกป้องพระพุทธศาสนาและวัดพระธรรมกาย ก็ขอให้ทุกท่านทำหน้าที่อย่างเต็มที่
     ทั้งนี้อาตมาใคร่ขอเจริญพรมาถึงท่านพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ไว้เป็นข้อคิดว่าจะทำสิ่งใดประการใดก็ขอให้ไตร่ตรองอย่างรอบคอบ เพราะอำนาจนั้นมิใช่สิ่งยั่งยืนเปรียบเสมือนการโยนก้อนหินลงไปในน้ำ บังเกิดวงคลื่นเพียงครู่เดียวก็สลายไป แต่การกระทำของเราหากเกิดความผิดพลาดมัวหมองมันก็จะติดตัวเราไปตลอดชีวิต
     เพราะฉะนั้นทางที่ดีขออย่าให้บังเกิดความมัวหมองนี้เลย ขอจงช่วยกันปกป้องรักษาพระพุทธศาสนาให้
มั่นคงยั่งยืนต่อไป 
     อาตมาขอฝากท่านนายกประยุทธ์ จันทร์โอชา ไว้เพียงแค่นี้. 
      ขอเจริญพร

สรุปปฐมบท

วันนี้อ่านบทความที่เค้าเขียนๆ กันในเฟดบุค เจอคนนี้เขียน หรือ เอามาจากไหนก็ไม่ทราบ แต่ว่าอ่านแล้วรู้สึกกระจ่าง เปรียบเทียบได้ดี ไม่อยากให้หายไปกับกาลเวลา นำมาเก็บไว้

ความว่า
...............................


Echo Zane นี่คือสิ่งที่
จะเอาหลวงพ่อและวัด.
..ผิดให้ได้ !! ใช่หรือไม่..

กรณีที่ 1 - ธนาคารแห่งหนึ่ง
เปิดตัวด้วยสมาชิก 5,000 คน
ใช้เวลา 4 ปี ทำการตลาดหาสมาชิกเพิ่ม
เปิดได้ 130 สาขา แต่หลังจากนั้นพบว่า
ขาดทุนไป 100 กว่าสาขา
มีเพียง 28 สาขาที่ไม่ขาดทุน

ปี 2558 ขาดทุนสะสม 2 หมื่นล้านบาท
ปี 2559 มีหนี้เสีย 4.7 หมื่นล้านบาท
คิดเป็น 43.7 % หรือเกือบครึ่งของสินเชื่อทั้งหมด

รัฐบาลสั่งให้กระทรวงการคลัง
ตั้งบริษัทรับโอนหนี้เสียทั้งหมด
เกือบ 5 หมื่นล้านบาท มาบริหารจัดการเอง
และมอบกองทุนช่วยเหลือเกือบ 3 พันล้านบาท
โดยมีกระทรวงการคลังกำกับดูแล 100 %

กรณีที่ 2 - สหกรณ์แห่งหนึ่ง
มีฐานสมาชิกที่มั่นคง 53,000 คน
เปิดมานานกว่า 33 ปี
มีทุนดำเนินการ 21,000 ล้านบาท
แต่การบริหารจัดการมีปัญหาภายใน
ทำให้เกิดขาดสภาพคล่อง

ต้องการวงเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล
ประมาณ 12,000 ล้านบาท
จะช่วยให้กิจการฟื้นฟู
1. สหกรณ์รอดพ้นปัญหาขาดสภาพคล่อง
2. ประชาชนหายร้อนใจ ทำธุรกรรมได้ตามปกติ
3. สหกรณ์ทั่วประเทศที่ให้ยืมเงินมา
รอดพ้นจากความเสี่ยงหนี้สูญ ล้มละลาย

แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด
สหกรณ์แห่งนี้ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ
จากรัฐบาลแม้แต่บาทเดียว ทั้งที่มีความเสี่ยงน้อยกว่ามาก

เหตุใดวิธีการช่วยเหลือสถาบันการเงิน 2 แห่งนี้
ของรัฐบาลจึงมีความแตกต่างกันเหลือเกิน

กรณีแรกทำไมถึงลงทุนอุ้มหนี้เสีย
แต่กรณีที่สองทำไมถึงช่วยเหลือช้า
แถมยังปล่อยให้ดีเอสไอมาโยนความผิด
ให้วัดพระธรรมกายเป็นผู้ทำความเสียหายแก่สหกรณ์อีกด้วย

ทั้งที่จริงแล้ว วัดพระธรรมกายต่างหาก
ที่กำลังแบกภาระอุ้มสหกรณ์แทนรัฐบาลอยู่ในขณะนี้
แถมยังถูกดีเอสไอตั้งข้อหาฟอกเงินและรับของโจรอีกด้วย

จากทั้งสองกรณีที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้สงสัยว่า
1. อะไรคือหลักเกณฑ์ให้ความช่วยเหลือ
สถาบันการเงินที่กำลังเดือดร้อนของรัฐบาล

2. อะไรคือหลักเกณฑ์การใช้กฎหมายกับประชาชน
ที่ไม่ใช่ผู้กระทำความผิด แต่ต้องมาแบกรับปัญหาแทนรัฐบาล

3. อะไรคือหลักเกณฑ์การติดตามเงินของเจ้าหน้าที่รัฐ
ทำไมถึงทิ้งเงิน 90 % ของสหกรณ์ ที่ยังไม่ได้คืน
แต่มาติดตามเงินเพียง 10 % ที่เจ้าทุกข์ถอนฟ้องไปแล้ว

4. วัดพระธรรมกายอยู่ในฐานะผู้รับบริจาคอย่างเปิดเผย
ไม่รู้ที่มาของเงิน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารสหกรณ์
เหตุใดจึงมาโยนความผิดทั้งหมดให้วัดพระธรรมกาย

5. อีก 3 ปี คดีสหกรณ์ก็จะหมดอายุความแล้ว
เหตุใดเจ้าหน้าที่รัฐไม่เร่งติดตามเงินที่เหลืออีก 90 %
เหตุใดรัฐบาลไม่รีบช่วยเหลือฟื้นฟูกิจการของสหกรณ์
เหตุใดไม่ห่วงใยสถานการณ์หนี้สูญเป็นโดมิโน่
ของสหกรณ์ทั่วประเทศ (ซึ่งวงเงินไม่ต่ำกว่าแสนล้านบาท)

6. วัดพระธรรมกายต้องแบกรับปัญหาสหกรณ์
แทนรัฐบาลและดีเอสไอ แต่เพียงผู้เดียวไปอีกนานแค่ไหน
ทั้งที่ความเสียหายของสหกรณ์นั้น
ไม่ได้เกิดจากวัดพระธรรมกายแม้แต่นิดเดียว


ที่มา..https://www.facebook.com/nationweekend/posts/10154638782320211?comment_id=10154640534050211&comment_tracking=%7B%22tn%22%3A%22R9%22%7D

วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

แทนใจ



บทความนี้อาจจะแทนใจใครหลายคน. 

เห็นส่งกันในไลน์ ขอมาเก็บไว้เชิดชูส่วนตัว แต่ให้ทุกคนอ่านได้


คุณศศินภา นิติธรรมปพน
กรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ
เขียนบทความในวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน. ๒๕๕๙

ซึ่งทุกสถานี สำนักข่าวเสนอแต่ข่าวจะมาจับพระ จะบุกทะลวงศิษย์วัดพระธรรมกาย


บรรยากาศที่ตึงเครียด ไม่สบายใจ
ในยามที่ประเทศต้องการความสงบ

เพราะอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ และ เปลี่ยนแผ่นดิน ...

แต่ภาครัฐกลับโหมกำลัง พุ่งเข้าใส่กลุ่มคนผู้รักสงบ เอาคดีความที่มันเป็นไปไม่ได้ มายัดให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อ ซึ่งท่านก็อาพาธ

รู้ว่าท่านไปรับไม่ได้แน่ และรู้ว่าศิษย์ท่านทุกคนมีเป็นแสนเป็นล้าน จักไม่ยอม

อย่างไง ก็ต้องวุ่นวายแน่นอน ...

เพราะ อย่างไงก็ต้องวุ่นวายแน่นอนนี่หรือเปล่าจึงทำให้มีอารมณ์มา

หรือว่า หวังให้มันวุ่นวาย ..
แต่เพื่ออะไร .. คนวัดคิดไม่ออกหรอก


เจ้าเล่ห์ไม่พอ



อย่าท้ารบ กับนักรบ

จากทุ่งลาดหญ้า


อ่านข่าวจากพาดหน้า 1 หนังสือพิมพ์

ที่ตำรวจจะออกหมายจับ หลวงพ่อทัตตชีโว รักษาการเจ้าอาวาส วัดพระธรรมกายแล้ว รู้สึกไม่สบายใจ สาเหตุที่ไม่สบายใจเพราะ เกิดความห่วงใยในสวัสดิภาพของพี่น้องตำรวจ ไม่มีใครทำอันตรายท่านหรอกนะ แต่ห่วง สวัสดิภาพทางใจของท่านที่จะสูญเสียไป เพราะ มากดดัน มาบีบบังคับ ให้ พระราชภาวนาจารย์ หรือหลวงพ่อ เผด็จ ทตฺตชีโว ส่งมอบตัว พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธมฺมชโย)


หาไม่แล้วทางตำรวจจะออกหมายจับหลวงพ่อทัตตชีโวอีกรูปหนึ่ง นับเป็นข่าวที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง ที่ว่าน่าตื่นเต้นก็เพราะ “วันชนะศึก“ ใกล้เข้ามาแล้ว

หลายคนยังไม่รู้ว่า บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เมื่อเกือบ ๖๐ ปีที่แล้ว ท่านเก่งกาจขนาดไหน








เดรัจฉานวิชา ท่านผ่านมาหมดแล้ว จับน้ำมันเดือดๆในกระทะ ไม่เป็นอะไร เสกหนังควายเข้าท้องคน(ก็ทำได้หากจะทำ) เป็นนักชกมวยนักต่อสู้ทุกรูปแบบ แต่นั่นมันอดีต


หลวงพ่อพอมาอยู่ในร่มกาสาวพัตร์ท่านก็ละทิ้งมนต์ดำเเหล่านั้นหมดแล้ว คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง จับท่านใส่ตะกร้าล้างน้ำ จนมาเป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแล้ว


แต่ตอนนี้ ใครกันบังอาจมาแหย่เสือหลับ ตัวพระเดชพระคุณหลวงพ่อน่ะ ท่านละแล้ว วางแล้ว แม้ท่านจะเป็นเชื้อสายจากนักรบแห่งทุ่งลาดหญ้า ในสงครามเก้าทัพ เป็นแม่กองดาบทะลวงฟัน เพื่อ พระพุทธศาสนาก็ตาม ท่านก็ไม่ทำร้ายใครแล้ว







แต่ลูกศิษย์ของท่านก็ไม่แน่นะ เพราะเมื่อรังแกกันหนักๆเข้า ทุกคนมีขีดจำกัดความอดทน ลูกศิษย์หลวงพ่อ เป็นนักรบแห่งกองทัพธรรม เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันเกือบทุกคน ทั้งอุบาสกและอุบาสิกา


ผู้เขียนเคยได้ยินแต่ “เปลี่ยนสนามรบ ให้เป็นสนามการค้า“ แต่นโยบาย “เปลี่ยนวัด เปลี่ยนสถานที่ปฏิบัติธรรม ให้เป็นสนามรบ“ ก็ในยุค คสช.นี่แหละ!!


สงครามเก้าทัพ วันชนะศึก ทุ่งลาดหญ้า “ขุนรัตนาวุธ แม่กองดาบทะลวงฟัน ยังมีจิตใจที่เข้มแข็ง และเด็ดเดี่ยว ห่วงใยประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง จึงถึงกับใช้ข้อมือซ้ายเอามาจุ่มเลือดจากข้อมือขวาที่ขาด เขียนตัวหนังสือบนผ้าปูเตียงว่า “จงรักษาลาดหญ้าไว้ด้วยเลือดและชีวิต“


มาบัดนี้ ข้าแต่เทพเทวาที่สถิตย์ปกปักษ์รักษามหาธรรมกายเจดีย์ เจดีย์รัตนที่สถิตย์ของพระพุทธเจ้านับล้านพระองค์


ปวงข้าฯขอปฏิญาณ จะปกป้องมิให้มันผู้ใด มาทำอันตรายต่อ พระพุทธศาสนาได้แต่น้อย แม้จะต้องแลกด้วยเลือดและชีวิตก็ตาม


ศศินภา นิติธรรมปพน


กรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ

๓๐ พฤศจิกายน. ๒๕๕๙

วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

จดหมายจากหิ่งห้อย

ถึงมะนาว

หิ่งห้อยแม้ให้ความสว่างเพียงเท่าปลายเข็ม แต่ท่ามกลางใจอันมืด แม้แสงเพียงน้อยนิดอาจจะทำความสว่างที่ยิ่งใหญ่ให้เกิดขึ้นได้

ในฐานะที่เคยอยู่สำนักเดียวกัน แม้มันจะยาวนานมากแล้ว  และนายก็หนีออกจากสำนักไป แสวงหาเส้นทางชีวิตส่วนตัว แบบไม่เอาหมู่คณะ

ทีแรกเราก็นึกว่า คนมีความรู้ ขนาดนี้ ก็คงเป็นที่ต้องการของใครต่อใคร คงจะไปเจริญงอกงาม เป็นกำลังของพระศาสนาต่อไป

อยู่สำนักใหญ่ไม่ได้ แต่ถ้ามีอุดมการณ์ ที่จะทำโลกให้งดงาม  คนเดียวก็ทำไปได้

แต่เราก็เฝ้าดูชีวิตนายห่างๆ  นายก็หันหลังให้กับศาสนา  กลับตั้งใจทำลายอาจารย์  มีเหตุผลสวยหรู ดุจเดียวกับอัศวินที่จะทำลายล้างบ้านเมืองคนอื่น  ข้ออ้างเพื่อชำระพระศาสนาให้สะอาด

ฟังเผินๆก็ดี  แต่ดูการกระทำกลับเป็นการ อาฆาตแค้น ทำสิ่งที่เรียกว่าเนรคุณต่อเนื่องหลายปี

ความแค้นเผาใจจนไม่สามารถครองเพศบรรพชิตต่อไป  สึกหาลาเพศไปครองเรือน  ก็ไม่สำนึก ยังทำตัวเป็นเครื่องมือ ทำลายล้างครู ล้างสำนัก  ทำลายพระศาสนาด้วยบทความ การพูด หนังสือที่ทำให้เกิดความสับสนอย่างใหญ่หลวง  ยุยง ยุแหย่ ฯลฯ

หยุดเถอะ  มะนาว

หยุดก่อนที่กรรมจะสนอง
หยุดก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะออกจากร่าง

หลวงพ่อก็ไม่แข็งแรง
นายทำอะไรไว้ก็รู้แก่ใจ

ตอนนี้มากราบขอขมาท่านซะ  กรรมหนักจะได้เบาลงบ้าง
อย่าจองเวรจองกรรมกันเลย  ร่วมสร้างความดีไปกันดีกว่า

สังสารวัฏที่ยาวไกล  จะได้ร่วมเดินทางไปด้วยกัน

คิดซะบ้างนะ มะนาว

วิ. 10/11/59

วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ชายสองคนกับหนึ่งพิคโกโร่



กาลครั้งหนึ่งนานมากกกแล้ว 

ณ แดนดินสยามเมืองยิ้ม 
ที่ยังมีรอยยิ้มอยู่

มีเรือเดินทะเลมาเทียบท่า 
ขึ้นของลงของจากทั่วสารทิศ

มีชายสองคน 

คนหนึ่งมาจากทางแดนดินเทือกเขาแอลป์
คนหนึ่งมาจากแผ่นดินแห่งทะเลทราย 

มาถึงเมืองที่มีคนมีรอยยิ้ม ให้รู้สึกว่าบาดหูบาดตา 
ทำไมบ้านเมืองนี้ ช่างแปลกประหลาด ทุกคนมีแต่รอยยิ้ม 

ที่บ้านของเรา ใครอยู่ๆ ยิ้มนี่ถือว่า ต้องมีปัญหา 
ทุกคนต้องหน้านิ่ง 
ริมฝีปากเป็นเส้นตรง 
จะยิ้มต่อเมื่อมีเรื่องให้ยิ้ม 
ยิ้มพร่ำเพรื่อถือว่าผิดปกติ


ด้วยความรู้สึกรังเกียจการเห็นคนยิ้มใส่ 
หมายเอาว่า ยิ้มเยาะ 
จึงตกลงกันว่า เราจะต้องเอาสิ่งที่ทำให้ 
คนทางบ้านเมืองของเรา ปราศจากรอยยิ้ม 
คือความกลัวต่ออำนาจลึกลับ 
ความเชื่อสิ่งที่เราต่อต้านไม่ได้
นสิ่งที่พวกเราเรียกว่า"พิคโกโร่"
มาปล่อยไว้แถวนี้ ให้คนที่นี่หมดยิ้มให้จงได้ 
เป็นการขยายอาณาเขตของเราด้วย 


ดังนั้น ก็ตกลงกันสองคนว่า 
ช่วงที่จะมีงานเทศกาลใหญ่ๆ
 ที่เกี่ยวกับความเชื่อของคนที่นี่ 
ให้หาเรื่องให้เสื่อมความนับถือ 
ในตัวบุคคล 
ในพิธีกรรม 
ในทุกเรื่อง

สองคนนี้ เดิมที ก็ไม่ค่อยถูกกันเท่าไหร่ 
ทะเลาะกันมานมนาม เพราะบ้านไม่ไกลกันเท่าไหร่
แต่ถือคติว่า ศัตรู ของ ศัตรู ก็คือ มิตรร่วมรบ

ดังนั้น ตอนที่มากันใหม่ๆ ยังไม่เข้มแข็ง
ก็ตกลงที่ต้องทำลายของเก่าก่อนละกัน 
เพื่อจะหยั่งเท้า ยืนให้มั่นคง

ผ่านไปจนกระทั่ง 
กาลไม่นานนี้ 
เริ่มแข็งแรงในดินแดนนี้ 

ณ ที่นี่ ก็ค่อยๆ หมดยิ้ม ไปทุกที 
ลูกหลานของ คนสองคนก็มาอยู่กันอย่างมั่นคง


"พิคโกโร่" ก็เริ่มเป็นสิ่งที่เข้าไปทดแทน 
ความรู้เดิม ของเรื่องชีวิต โลก จักรวาล

ถ้าคนในความเชื่อเดิม บอกว่า 
การเวียนว่ายตายเกิด ไม่มี 
รับรองได้เลยว่า จะถูกตีตาย 
ขับไล่ออกไปจากความเชื่อเดิม

แต่กับสิ่งที่ชายสองคนนั้น บอกว่า 
การเวียนตายเกิดไม่มี 
ตายแล้วก็นั่งรออย่างนั้น 
จนกว่า "พิคโกโร่จะมีอารมณ์มาตัดสิน" 
กับความคิด ความเชื่อ และคำพูดแบบนี้
พวกนักคิดของ ความเชื่อเดิม กลับเฉยๆ

เมื่อเฉยๆ 
ก็ถูกตีว่า มีคนยอมรับ ไม่ปฏิเสธ
รุ่นต่อไป ก็มีการห้ามเรียนในโรงเรียน
ให้ไปพูดคุยกันลับหลัง ที่ไหนสักที่

ถ้าพูดในโรงเรียน ก็สู้ความรู้เดิมไม่ได้
เพราะเต็มไปด้วย เหตุ และ ผล

แต่ถ้าห้ามพูดทั้งหมด ก็พอสู้ได้ 
เดี๋ยวขยายไปทาง 
ความอยาก 
อำนาจ 
อารมณ์ 
เงินตรา

เด็กรุ่นต่อไป ก็คงพอจะทำให้
การยิ้มนี้หมดไปอย่างถาวรได้

เพราะรู้เหตุว่า ยิ้มของคนเมืองนี้
ที่ไม่ต้องมีเรื่องก็มีรอยยิ้ม
เพราะยิ้มมาจากใจ 
เพราะใจถูกความเชื่อเดิมฝึกมาจน ใจอ่อนโยน
เพราะอ่อนโยนจนเห็น ทุกคนบนโลก ร่วมทุกข์อยู่ด้วยกัน
เพราะเห็นถึงความทุกข์ จึงมีรอยยิ้มให้กำลังใจกัน

ดังนั้น " พิคโกโร่" จึงต้องทำอะไรบางอย่าง 
เพราะ "พิคโกโร่ "
เท่านั้นที่ให้กำลังใจ บางคน
เท่านั้นที่พิจารณาให้ใครบางคนทุกข์
เท่านั้นที่จะเลือกให้อยู่ต่อไป
เท่านั้นที่จะได้รับความสุข 
เท่านั้นที่จะรับรอยยิ้ม 



นี่แหละ เหตุของเรื่องราวที่เอารอยยิ้มของพวกเราไป

แล้วจะทำอย่างไร ถึงจะรักษารอยยิ้มไว้บนลูกหลานเรา 
ณ ดินแดนแห่งนี้ได้

หยุด คิดสักนิด ว่าตอนนี้เรากำลังเป็นเครื่องมือ
ให้กับชายสองคน กับ หนึ่ง"พิคโกโร่" ของเค้าไหม

หยุด คิดสักหน่อยว่า พวกเดียวกันเองทำไมไม่รักกัน 
ไม่แบ่งปันกัน ไม่เกื้อกูลกัน ทะเลาะกัน เกลียดกัน ว่าร้าย 
ป้ายสี  

ลุกขึ้นมา บอกเค้าว่า ความเชื่อแบบไหน ที่ไม่มีเหตุ ไม่มีผล 
เต็มไปด้วยความรู้สึก และอารมณ์ที่ไม่คงที่ของสิ่งที่ไม่มีตัวตน
ความเชื่อแบบนี้ที่ปรับเปลี่ยนไปได้ตามเวลา

ไม่ใช่สัจธรรมที่คงอยู่  
บอกเค้าไปว่า คุณควรหันมาศึกษาความเชื่อดั้งเดิมของเรานะ
คุณควรมีใจเมตตาต่อสัตว์โลกนะ
คุณมาอยู่บ้านนี้เมืองนี้ คุณน่าจะเรียนรู้ของดีเมืองนี้ไปนะ
เอาไปบอกคนที่บ้านคุณ 
เปลี่ยนการมอบความตายให้กัน 
เป็นมอบดอกไม้ให้กัน


แล้วก็หยุด กิจกรรม ใส่ร้าย ป้ายสี  เอาความไม่ดีเที่ยวใส่ให้

อยากมาอยู่ด้วยกัน ก็มาหัดยิ้มด้วยกัน 

จะดีกว่าไหม.
ขอบคุณภาพจาก 
http://fb.upyim.com/26844/
http://universityshare.blogspot.com/2016/02/04thaimonks.html






วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2559

ตัวละครลาโรง หรือจะ ลงโลง




สุภาษิตจีนว่า "งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิก"  ไม่ว่าจะรักกันขนาดไหน ก็ต้องลาจากกันไป

แต่ถ้าเป็นละครการแสดง  ก็ต้องมาถึงจุดจบของเรื่องราว ตัวละครก็จะค่อยๆ ลาโรง ไป ฝากไว้แต่ความรู้สึก ดีเลว ชอบไม่ชอบ ทิ้งไว้ในใจคนดูกัน

ละครสยามตอนนี้ มีตัวละครหลายตัวเริ่ม ลาโรง  จะไปลงโลง หรือไม่นั้น ยังไม่รู้เหมือนกัน


ศาลไคฟงก่อนหน้าที่ท่าน "เปาบุ้นจิ้น" จะมาทำงาน ศาลนี้จะเป็นใครเป็นเจ้าของศาล ไม่มีใครทราบ แต่ที่แน่ๆ ก่อนหน้านั้น  ความวุ่นวายมันก็ออกมาจากศาลนี่แหละ 

ตัวละครแบ่งเป็นสองพวก   
พวกแรก เดินเฉี่ยวศาลไคฟงนี้ ก็ผิดแล้ว เดินก็ผิด นั่งก็ผิด นอนยิ่งผิด  ทำอะไรผิดหมด ไม่ผิด ก็ผิด ผิดน้อย ก็เป็นผิดมาก  เด็ก ผู้ใหญ่ ผิดหมด   

ผิดเพราะ อยู่ฝั่ง ผิด



อีกฝั่ง เรียกว่า ฝั่งถูก
ถูกหมด ยึดสถานที่ราชการ ถูก
ปิดถนน ถูก
ทำร้ายคนเล่น ข้อหา ขยับกรวยอสรพิษ   ถูก
รีดไถ เงินเป็นแสน  ถูก

มิใช่ถูกเพราะการกระทำ  แต่ถูก เพราะอยู่ฝั่งถูก

หัวหน้าศาลไคฟง คนก่อนท่านเปา  ก็ตัดสินไปตามใบสั่งนี้  

เดินเข้ามา ถ้าโพกผ้าเหลืองมา เป็นสัญลักษณ์   ถูกเลย
เดินเข้ามา ถ้าโพกผ้าแดงมา เป็นสัญลักษณ์   ผิดเลย




ละครโรงนี้ ก็เลยยุ่งเหยิง วุ่นวายไปทุกระบบ
ส่วนว่า ศาลไคฟง จะมีใครสั่งมา อันนี้ก็ไม่ทราบได้เหมือนกัน มีไหม มีหรือไม่มี หรือว่าทราบก็บอกไม่ได้ อะไรทำนองนี้แหละ

มาวันนี้ แม้ว่า พวกฝั่งผิด จะติดคุกติดตะราง หนีหัวซุกหัวซุน 
แม้ชื่อว่าผิด 
แต่ก็เงยหน้าไม่อายฟ้า 
ก้มหน้าไม่อายดิน 
เดินไปไหนมีแต่คนรัก ศรัทธา 
ในการกระทำเพื่อส่วนรวม



ส่วน ฝั่งถูก ถึงวันนี้ 21 กันยายน 2559   
นโยบายเริ่มเปลี่ยน  
ปรับมาใช้ เป็น "เสร็จนาฆ่าโคถึก  เสร็จศึกฆ่าขุนพล"  
แปลเป็นจีนว่า "นกสิ้นเกาทัณฑ์ซ่อน " 

ก็เลยเห็น ท่านเปาบุ้นจิ้น มาประจำศาล คำสั่งชุดก็ออกมา 
แป๊ะลิ้ม ที่เคยแอบกินตะกั่วหลวงไปสี่ร้อยเม็ด ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่ามีคนเอามาให้เอง ข้อหาฟังไม่ขึ้น จึงสั่งให้จำคุกลืม ยาว นาน ก่อนเข้าคุก ก็ฝากถุงเท้าไปใส่ให้อุ่นด้วย

น้องลุงกำนัน เจ้าของที่ดินนับล้านไร่ เคยผงาดเหนือฟ้า เหนือดิน เพราะทำอะไร ก็ถูกเสมอ กินก๋วยเตี๋ยว ใส่น้ำส้ม บอกว่าหวาน ยังมีคนโชโยโห่ร้อง บอกตามๆ กันว่า น้ำส้มหวาน  ท่านเปาก็ส่งเข้าห้องขัง ไปจองจำสามปีข้อหาจับ นางสาวไปกินสามคน เรียกสั้นๆว่าคดี นส.สาม ก 

สื่อราหู สีดำสนิท กินแต่ของดำ  ดำมาทางใต้ดิน ถึงใต้โต๊ะ กลายมาเป็นควายธนู ทุยนิวส์ ก็จอมืดดำ เจ๊งไปตามระบบ เพราะน้ำท่วมบ่อย ของดำเลยติดโคลนมาไม่ได้

แม้ ตัวประหลาดอ้อน้อย ที่เคยชี้นกเป็นไม้ ชี้ควายเป็นกระบือ เลื่องลือไปทั่วทั้งยึดศูนย์ราชการ ปิดถนน ตั้งศาลเจ้าพ่อกรวยมันกลางถนน ใครเดินผ่าน ไม่สักการะ มีอันเป็นไปทันที ตอนนั้นเดินไปทางไหน ลิ่วล้อก็ แวดล้อมสรรเสริญ เห่าร้องตะโกน ด้วยความชื่นชม เลียกันสุดๆ

ณ ตอนนี้ แค่เพียงเดินผ่านหน้าบ้าน ห้างร้านใคร ก็ต้องเอาน้ำสบู่ล้างตาม เพื่อปัดเสนียดจัญไรที่ติดตามพื้น 

ยังออกมา พูดด้วยหน้าตาชวนเบิร์ดกระโหลกว่า 

" ทุกอย่างก็เป็นไปตามกรรม  ทักกี้  แป๊ะลิ้ม  หรือแม้แต่ตัวอั้วเอง" 

ไม่รู้ว่า ปลงสังเวช หรือว่า เห็นคำสั่งเช็คบิล เลยออกมาทำเป็นขงเบ้งดูดาว ประกาศลงโลง 

ก็ยังมีตัวละคร อีกสองสามตัว 

ไพเบี้ย  ที่มีคดีกบฏปักหลัง 
หายทั้งตัว และหัว ไปสักพัก  
ชักอยู่ไม่ติด 
เพราะรับงานมาแล้ว งานไม่คืบหน้า 
วันนี้ถึงกับกล้าออกจากแหล่งกบดาน 
มาท้าตีท้าต่อยหลวงพ่อใหญ่ 
ไม่กลัวตำรวจลับจะมาจับหรือไร

หรือไม่อยากเป็นเป้าล่ออยู่กลางถนน อยากให้ตำรวจจับใจจะขาด  แต่เตือนไว้หน่อย ตำรวจกะลาแลนด์จับได้ 
จจะขาดอากาศ จริงๆเลยล่ะ 
อาจจะได้เห็น ตายเพราะเทปใส แปะรอบคอ แปะไว้ที่ข้างฝา 

มีก็แต่ มะนาว ที่ระวังตัว แม้จะติดความเนรคุณ อยู่ในสันดาน 
แต่ก็เก่งกล้า ไม่ไปเหยียบกับระเบิดทำให้มีคดีความใด  
แต่ได้ข่าวแว่วๆ เหมือนกันว่า 
ไปรับอะไรมาจากต่างความเชื่อ 
มาทำร้ายอดีตอาจารย์ตนเอง  
ฝั่งที่เค้าทำความวุ่นวายเดินเท้าไปรอบอีสาน ขณะนี้  
เค้าก็ตามทวงหนี้เหมือนกัน 
ไม่ทราบจริงเท็จ  
ถ้าจริงก็คง ต้องรีบลาโรง โดยด่วน 
เดี๋ยวโรงจะโดนระเบิดมิใช่น้อยไปด้วย  
จะพากัน เข้าโลงกันหมดคณะ

แถมตัวละครประกอบฝ่าย "ไหน" ยอดเยี่ยมยกพวกออกมา อีก  
เล่นของสูง เหมือนกับจะตั้งราชวงค์กันเลยทีเดียว  
ทั้งออกงาน แห่แหน  ยกย่อง เทียบชั้นดิวิชั่นหนึ่ง 
อันนี้ ก็ตัวใครตัวมัน 
แม้เป็นแค่ตัวประกอบ แต่ก็โดนประกบไปเรียบร้อย

อย่าว่าแต่ ตัวละครใหม่ๆ เลย
แม้ตัวละครเก่าเก๋าเกมส์ อย่างสตรีผู้ถือหอกทั้งหลาย ของเจ้าคุณเบอร์ลิน ตอนนี้ก็ได้ข่าวว่า อยากจะลาโรงเต็มแก่ ติดที่ไม่มีระบบยื่นใบลา กลับมาตัดผมรองทรง ฝึกทหารลดอายุไปหกสิบปี อย่างกะสาวยี่สิบห้า ก็ระวังดีๆนะ ซ้าย ขวา หมุนไปมาจะหันหน้าไปปรโลกก่อน



ตอนนี้ ฝุ่นยังตลบอบอวล  ก็คอยดูกันแล้วกันว่า ใครจะ ลาโรง ลงโลง หรือ ขึ้นรา กันก่อนกัน...

ผู้เขียน แค่สังเกตการณ์  จากภูแสนไกล ที่ได้แต่ดูตัวจัญไรไล่กัดคนดี

หายใจลึกๆ เข้าไว้ แล้วกัน

ละครโรงนี้ คงยังต้องมีต่อไป เพราะยังเหลืออีกหลายตัว
วิ. 21 กย 59

วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2559

"มหาโนเนม พ่อทุกสถาบัน"


กลับมาทบทวน ตัวเราเองว่า เรากำลัง
งมงาย
งมน้ำ
งมโข่ง
หรือไม่..​  ?

ความศรัทธา ต่อพระพุทธศาสนา
ต่อพระพุทธเจ้า
ต่อพระธรรมคำสั่งสอน

ต่อวัดพระธรรมกาย
ต่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อ
ต่อพระสงฆ์

ยังดีอยู่ไหม..?

เคยอ่านในพระไตรปิฎก
เรื่องเหาะเหินเดินอากาศ  เรื่องฤทธิ์  อภิญญา
เรื่องนรก สวรรค์
มากมายเกินกว่าที่จะบอกว่า บังเอิญ เปรียบเทียบ

บทที่พระพุทธเจ้า ตรัสสอนบ่อยที่สุด ก็เป็นบทที่ว่าด้วย
อนุปุพพิกถา  ทาน  ศีล สวรรค์ โทษของกาม อานิสงส์การออกบวช

ตัวเราก็เชื่อมาตลอดว่า
ตายไปแล้วไม่สูญ ยังต้องเวียนว่ายตายเกิด ยังไม่สูญสลาย
ตายไป เอาบุญ เอาบาป ติดไป
เกิดใหม่แม้จำไม่ได้ ก็ยังมีกรรมเก่าติดไปส่งผล



เราก็เชื่อว่าตัวเรานี้ มีกาย กับ ใจ  
ใจ กับ กาย
เมื่อกายนี้ ทิ้งไว้ในโลก แล้ว
ใจก็ล่องลอยไปเกิด เอากรรมดี กรรมชั่วติดไป

เชื่อว่าการสร้างบารมีคือการสั่งสมกรรมดี
สั่งสมบุญกุศล
ข้ามภพ ข้ามชาติ
จนบารมีทั้งสามสิบทัศเต็มเปี่ยม

ระหว่างนั้น การตั้งความปรารถนาจะเป็นอะไรก็ตั้งกันไว้ในใจ
มีความอยากเป็นพระพุทธเจ้า ก็เรียกว่าเป็นพระโพธิสัตว์
อยากเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า
อยากเป็นเพียง อสีติมหาสาวก
อยากเป็นพระอรหันต์สาวก

แล้วก็สั่งสมบ่มบารมีไปเป็นสิ่งที่ตั้งใจไว้


ก็เชื่ออย่างนี้มาตลอด
ส่วนว่าจะเรียกตัวเราว่า เถรวาท มหานิกาย ธรรมยุติ มหายาน
เราจะเชื่อแบบไหน มันจะเกี่ยวกับการเรียกขานไหม

จะเรียกว่า เถรวาท หรือ มหายาน
จะเรียกว่า มหานิกาย หรือ ธรรมยุติ

มันก็แล้วแต่ เราจะไปบวช เราจะไปเข้าวัดที่ไหน
วัดที่สังกัดอยู่กับส่วนกลาง สังกัดอยู่กับใคร

อยู่ๆ เอาเรื่องความเชื่อ กับเรื่องสังกัด มาทำให้เป็นเรื่องเดียวกัน
เป็นเรื่องที่ให้คน ปวดหัว
เพื่อจะได้เอามาทำลายทำร้ายกัน




เหมือนการเป็นนักเรียนอาชีวะ แค่ใส่หัวเข็มขัดคนละสถาบัน
ก็จะยุให้ตีกัน
ทะเลาะกัน แบบไร้เหตุผล

จบออกมา ก็ต้องไปทำงานด้วยกัน สร้างบ้านสร้างโรงงาน
มันใช้ช่างเดียว ทำไม่ได้ มันต้องรวมเอาทุกช่างไปทำ

แล้วจะทะเลาะกันทำไม

ชาวพุทธยิ่งกว่านั้น เจอกันตลอดสังสารวัฏ อีกยาวนาน
จะทะเลาะกันเพื่อ ?

เห็นพระภิกษุครองผ้ากาสาวพัสตร์  จบปธ ๙  ออกมายกตนข่มท่าน
เขียนหนังสือเพื่อเป้าหมายชำระพระศาสนาให้สะอาด

แต่แค่แย้มๆ ออกมา ก็ว่าร้าย ใส่สี ตีไข่
การมาของข้อมูล ก็แค่ได้ยินได้ฟัง

หยุด ม้าที่ริมผา เถอะ จะสร้างกรรม ก่อเวรกันไปเพื่อ..?

ต่างคนก็ต่างสั่งสมบ่มบารมีไป
การทำลายล้าง หักหาญว่าร้าย ไม่ใช่การสร้างบารมี

การยกเรื่องที่อยู่ไกลสุดขอบจักรวาล มานั่งทะเลาะกันว่ามันเป็นอะไร ที่ๆ เราจะไปกัน

มันเป็นแค่ที่ว่างเปล่า ต้องว่างเปล่าเท่านั้น ถึงจะถึง
หรือ ว่างเฉพาะกิเลส จากใจ แล้วใจเราก็ไปถึง
เหลือใจที่สะอาดสุดๆ

เหลือ ไม่ เหลือ  ช่างมันประไร

ขอให้ไปถึงเถอะ

เหมือนมานั่งเถียงกันว่า มนุษย์ต่างดาวหน้าตาอย่างไง ชอบกินอะไร
เอาไว้เจอตัวแล้วจะมาบอกละกัน



อย่างไร เราก็ต้องร่วมมือกันสร้างสังคมนี้ให้มีความสะอาดบริสุทธิ์ไปด้วยกัน
อย่าทำตัวอย่างเด็กต่างสถานบัน มาตีกันเป็นเด็กๆ อยู่

มาช่วยกันเถอะท่าน

ไม่อยากไปนั่งลบสีที่ พ่นไว้ตามกำแพงว่า
"มหาโนเนม พ่อทุกสถาบัน"


วิ. 19 กย 59