วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ชายสองคนกับหนึ่งพิคโกโร่



กาลครั้งหนึ่งนานมากกกแล้ว 

ณ แดนดินสยามเมืองยิ้ม 
ที่ยังมีรอยยิ้มอยู่

มีเรือเดินทะเลมาเทียบท่า 
ขึ้นของลงของจากทั่วสารทิศ

มีชายสองคน 

คนหนึ่งมาจากทางแดนดินเทือกเขาแอลป์
คนหนึ่งมาจากแผ่นดินแห่งทะเลทราย 

มาถึงเมืองที่มีคนมีรอยยิ้ม ให้รู้สึกว่าบาดหูบาดตา 
ทำไมบ้านเมืองนี้ ช่างแปลกประหลาด ทุกคนมีแต่รอยยิ้ม 

ที่บ้านของเรา ใครอยู่ๆ ยิ้มนี่ถือว่า ต้องมีปัญหา 
ทุกคนต้องหน้านิ่ง 
ริมฝีปากเป็นเส้นตรง 
จะยิ้มต่อเมื่อมีเรื่องให้ยิ้ม 
ยิ้มพร่ำเพรื่อถือว่าผิดปกติ


ด้วยความรู้สึกรังเกียจการเห็นคนยิ้มใส่ 
หมายเอาว่า ยิ้มเยาะ 
จึงตกลงกันว่า เราจะต้องเอาสิ่งที่ทำให้ 
คนทางบ้านเมืองของเรา ปราศจากรอยยิ้ม 
คือความกลัวต่ออำนาจลึกลับ 
ความเชื่อสิ่งที่เราต่อต้านไม่ได้
นสิ่งที่พวกเราเรียกว่า"พิคโกโร่"
มาปล่อยไว้แถวนี้ ให้คนที่นี่หมดยิ้มให้จงได้ 
เป็นการขยายอาณาเขตของเราด้วย 


ดังนั้น ก็ตกลงกันสองคนว่า 
ช่วงที่จะมีงานเทศกาลใหญ่ๆ
 ที่เกี่ยวกับความเชื่อของคนที่นี่ 
ให้หาเรื่องให้เสื่อมความนับถือ 
ในตัวบุคคล 
ในพิธีกรรม 
ในทุกเรื่อง

สองคนนี้ เดิมที ก็ไม่ค่อยถูกกันเท่าไหร่ 
ทะเลาะกันมานมนาม เพราะบ้านไม่ไกลกันเท่าไหร่
แต่ถือคติว่า ศัตรู ของ ศัตรู ก็คือ มิตรร่วมรบ

ดังนั้น ตอนที่มากันใหม่ๆ ยังไม่เข้มแข็ง
ก็ตกลงที่ต้องทำลายของเก่าก่อนละกัน 
เพื่อจะหยั่งเท้า ยืนให้มั่นคง

ผ่านไปจนกระทั่ง 
กาลไม่นานนี้ 
เริ่มแข็งแรงในดินแดนนี้ 

ณ ที่นี่ ก็ค่อยๆ หมดยิ้ม ไปทุกที 
ลูกหลานของ คนสองคนก็มาอยู่กันอย่างมั่นคง


"พิคโกโร่" ก็เริ่มเป็นสิ่งที่เข้าไปทดแทน 
ความรู้เดิม ของเรื่องชีวิต โลก จักรวาล

ถ้าคนในความเชื่อเดิม บอกว่า 
การเวียนว่ายตายเกิด ไม่มี 
รับรองได้เลยว่า จะถูกตีตาย 
ขับไล่ออกไปจากความเชื่อเดิม

แต่กับสิ่งที่ชายสองคนนั้น บอกว่า 
การเวียนตายเกิดไม่มี 
ตายแล้วก็นั่งรออย่างนั้น 
จนกว่า "พิคโกโร่จะมีอารมณ์มาตัดสิน" 
กับความคิด ความเชื่อ และคำพูดแบบนี้
พวกนักคิดของ ความเชื่อเดิม กลับเฉยๆ

เมื่อเฉยๆ 
ก็ถูกตีว่า มีคนยอมรับ ไม่ปฏิเสธ
รุ่นต่อไป ก็มีการห้ามเรียนในโรงเรียน
ให้ไปพูดคุยกันลับหลัง ที่ไหนสักที่

ถ้าพูดในโรงเรียน ก็สู้ความรู้เดิมไม่ได้
เพราะเต็มไปด้วย เหตุ และ ผล

แต่ถ้าห้ามพูดทั้งหมด ก็พอสู้ได้ 
เดี๋ยวขยายไปทาง 
ความอยาก 
อำนาจ 
อารมณ์ 
เงินตรา

เด็กรุ่นต่อไป ก็คงพอจะทำให้
การยิ้มนี้หมดไปอย่างถาวรได้

เพราะรู้เหตุว่า ยิ้มของคนเมืองนี้
ที่ไม่ต้องมีเรื่องก็มีรอยยิ้ม
เพราะยิ้มมาจากใจ 
เพราะใจถูกความเชื่อเดิมฝึกมาจน ใจอ่อนโยน
เพราะอ่อนโยนจนเห็น ทุกคนบนโลก ร่วมทุกข์อยู่ด้วยกัน
เพราะเห็นถึงความทุกข์ จึงมีรอยยิ้มให้กำลังใจกัน

ดังนั้น " พิคโกโร่" จึงต้องทำอะไรบางอย่าง 
เพราะ "พิคโกโร่ "
เท่านั้นที่ให้กำลังใจ บางคน
เท่านั้นที่พิจารณาให้ใครบางคนทุกข์
เท่านั้นที่จะเลือกให้อยู่ต่อไป
เท่านั้นที่จะได้รับความสุข 
เท่านั้นที่จะรับรอยยิ้ม 



นี่แหละ เหตุของเรื่องราวที่เอารอยยิ้มของพวกเราไป

แล้วจะทำอย่างไร ถึงจะรักษารอยยิ้มไว้บนลูกหลานเรา 
ณ ดินแดนแห่งนี้ได้

หยุด คิดสักนิด ว่าตอนนี้เรากำลังเป็นเครื่องมือ
ให้กับชายสองคน กับ หนึ่ง"พิคโกโร่" ของเค้าไหม

หยุด คิดสักหน่อยว่า พวกเดียวกันเองทำไมไม่รักกัน 
ไม่แบ่งปันกัน ไม่เกื้อกูลกัน ทะเลาะกัน เกลียดกัน ว่าร้าย 
ป้ายสี  

ลุกขึ้นมา บอกเค้าว่า ความเชื่อแบบไหน ที่ไม่มีเหตุ ไม่มีผล 
เต็มไปด้วยความรู้สึก และอารมณ์ที่ไม่คงที่ของสิ่งที่ไม่มีตัวตน
ความเชื่อแบบนี้ที่ปรับเปลี่ยนไปได้ตามเวลา

ไม่ใช่สัจธรรมที่คงอยู่  
บอกเค้าไปว่า คุณควรหันมาศึกษาความเชื่อดั้งเดิมของเรานะ
คุณควรมีใจเมตตาต่อสัตว์โลกนะ
คุณมาอยู่บ้านนี้เมืองนี้ คุณน่าจะเรียนรู้ของดีเมืองนี้ไปนะ
เอาไปบอกคนที่บ้านคุณ 
เปลี่ยนการมอบความตายให้กัน 
เป็นมอบดอกไม้ให้กัน


แล้วก็หยุด กิจกรรม ใส่ร้าย ป้ายสี  เอาความไม่ดีเที่ยวใส่ให้

อยากมาอยู่ด้วยกัน ก็มาหัดยิ้มด้วยกัน 

จะดีกว่าไหม.
ขอบคุณภาพจาก 
http://fb.upyim.com/26844/
http://universityshare.blogspot.com/2016/02/04thaimonks.html






วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2559

ตัวละครลาโรง หรือจะ ลงโลง




สุภาษิตจีนว่า "งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิก"  ไม่ว่าจะรักกันขนาดไหน ก็ต้องลาจากกันไป

แต่ถ้าเป็นละครการแสดง  ก็ต้องมาถึงจุดจบของเรื่องราว ตัวละครก็จะค่อยๆ ลาโรง ไป ฝากไว้แต่ความรู้สึก ดีเลว ชอบไม่ชอบ ทิ้งไว้ในใจคนดูกัน

ละครสยามตอนนี้ มีตัวละครหลายตัวเริ่ม ลาโรง  จะไปลงโลง หรือไม่นั้น ยังไม่รู้เหมือนกัน


ศาลไคฟงก่อนหน้าที่ท่าน "เปาบุ้นจิ้น" จะมาทำงาน ศาลนี้จะเป็นใครเป็นเจ้าของศาล ไม่มีใครทราบ แต่ที่แน่ๆ ก่อนหน้านั้น  ความวุ่นวายมันก็ออกมาจากศาลนี่แหละ 

ตัวละครแบ่งเป็นสองพวก   
พวกแรก เดินเฉี่ยวศาลไคฟงนี้ ก็ผิดแล้ว เดินก็ผิด นั่งก็ผิด นอนยิ่งผิด  ทำอะไรผิดหมด ไม่ผิด ก็ผิด ผิดน้อย ก็เป็นผิดมาก  เด็ก ผู้ใหญ่ ผิดหมด   

ผิดเพราะ อยู่ฝั่ง ผิด



อีกฝั่ง เรียกว่า ฝั่งถูก
ถูกหมด ยึดสถานที่ราชการ ถูก
ปิดถนน ถูก
ทำร้ายคนเล่น ข้อหา ขยับกรวยอสรพิษ   ถูก
รีดไถ เงินเป็นแสน  ถูก

มิใช่ถูกเพราะการกระทำ  แต่ถูก เพราะอยู่ฝั่งถูก

หัวหน้าศาลไคฟง คนก่อนท่านเปา  ก็ตัดสินไปตามใบสั่งนี้  

เดินเข้ามา ถ้าโพกผ้าเหลืองมา เป็นสัญลักษณ์   ถูกเลย
เดินเข้ามา ถ้าโพกผ้าแดงมา เป็นสัญลักษณ์   ผิดเลย




ละครโรงนี้ ก็เลยยุ่งเหยิง วุ่นวายไปทุกระบบ
ส่วนว่า ศาลไคฟง จะมีใครสั่งมา อันนี้ก็ไม่ทราบได้เหมือนกัน มีไหม มีหรือไม่มี หรือว่าทราบก็บอกไม่ได้ อะไรทำนองนี้แหละ

มาวันนี้ แม้ว่า พวกฝั่งผิด จะติดคุกติดตะราง หนีหัวซุกหัวซุน 
แม้ชื่อว่าผิด 
แต่ก็เงยหน้าไม่อายฟ้า 
ก้มหน้าไม่อายดิน 
เดินไปไหนมีแต่คนรัก ศรัทธา 
ในการกระทำเพื่อส่วนรวม



ส่วน ฝั่งถูก ถึงวันนี้ 21 กันยายน 2559   
นโยบายเริ่มเปลี่ยน  
ปรับมาใช้ เป็น "เสร็จนาฆ่าโคถึก  เสร็จศึกฆ่าขุนพล"  
แปลเป็นจีนว่า "นกสิ้นเกาทัณฑ์ซ่อน " 

ก็เลยเห็น ท่านเปาบุ้นจิ้น มาประจำศาล คำสั่งชุดก็ออกมา 
แป๊ะลิ้ม ที่เคยแอบกินตะกั่วหลวงไปสี่ร้อยเม็ด ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่ามีคนเอามาให้เอง ข้อหาฟังไม่ขึ้น จึงสั่งให้จำคุกลืม ยาว นาน ก่อนเข้าคุก ก็ฝากถุงเท้าไปใส่ให้อุ่นด้วย

น้องลุงกำนัน เจ้าของที่ดินนับล้านไร่ เคยผงาดเหนือฟ้า เหนือดิน เพราะทำอะไร ก็ถูกเสมอ กินก๋วยเตี๋ยว ใส่น้ำส้ม บอกว่าหวาน ยังมีคนโชโยโห่ร้อง บอกตามๆ กันว่า น้ำส้มหวาน  ท่านเปาก็ส่งเข้าห้องขัง ไปจองจำสามปีข้อหาจับ นางสาวไปกินสามคน เรียกสั้นๆว่าคดี นส.สาม ก 

สื่อราหู สีดำสนิท กินแต่ของดำ  ดำมาทางใต้ดิน ถึงใต้โต๊ะ กลายมาเป็นควายธนู ทุยนิวส์ ก็จอมืดดำ เจ๊งไปตามระบบ เพราะน้ำท่วมบ่อย ของดำเลยติดโคลนมาไม่ได้

แม้ ตัวประหลาดอ้อน้อย ที่เคยชี้นกเป็นไม้ ชี้ควายเป็นกระบือ เลื่องลือไปทั่วทั้งยึดศูนย์ราชการ ปิดถนน ตั้งศาลเจ้าพ่อกรวยมันกลางถนน ใครเดินผ่าน ไม่สักการะ มีอันเป็นไปทันที ตอนนั้นเดินไปทางไหน ลิ่วล้อก็ แวดล้อมสรรเสริญ เห่าร้องตะโกน ด้วยความชื่นชม เลียกันสุดๆ

ณ ตอนนี้ แค่เพียงเดินผ่านหน้าบ้าน ห้างร้านใคร ก็ต้องเอาน้ำสบู่ล้างตาม เพื่อปัดเสนียดจัญไรที่ติดตามพื้น 

ยังออกมา พูดด้วยหน้าตาชวนเบิร์ดกระโหลกว่า 

" ทุกอย่างก็เป็นไปตามกรรม  ทักกี้  แป๊ะลิ้ม  หรือแม้แต่ตัวอั้วเอง" 

ไม่รู้ว่า ปลงสังเวช หรือว่า เห็นคำสั่งเช็คบิล เลยออกมาทำเป็นขงเบ้งดูดาว ประกาศลงโลง 

ก็ยังมีตัวละคร อีกสองสามตัว 

ไพเบี้ย  ที่มีคดีกบฏปักหลัง 
หายทั้งตัว และหัว ไปสักพัก  
ชักอยู่ไม่ติด 
เพราะรับงานมาแล้ว งานไม่คืบหน้า 
วันนี้ถึงกับกล้าออกจากแหล่งกบดาน 
มาท้าตีท้าต่อยหลวงพ่อใหญ่ 
ไม่กลัวตำรวจลับจะมาจับหรือไร

หรือไม่อยากเป็นเป้าล่ออยู่กลางถนน อยากให้ตำรวจจับใจจะขาด  แต่เตือนไว้หน่อย ตำรวจกะลาแลนด์จับได้ 
จจะขาดอากาศ จริงๆเลยล่ะ 
อาจจะได้เห็น ตายเพราะเทปใส แปะรอบคอ แปะไว้ที่ข้างฝา 

มีก็แต่ มะนาว ที่ระวังตัว แม้จะติดความเนรคุณ อยู่ในสันดาน 
แต่ก็เก่งกล้า ไม่ไปเหยียบกับระเบิดทำให้มีคดีความใด  
แต่ได้ข่าวแว่วๆ เหมือนกันว่า 
ไปรับอะไรมาจากต่างความเชื่อ 
มาทำร้ายอดีตอาจารย์ตนเอง  
ฝั่งที่เค้าทำความวุ่นวายเดินเท้าไปรอบอีสาน ขณะนี้  
เค้าก็ตามทวงหนี้เหมือนกัน 
ไม่ทราบจริงเท็จ  
ถ้าจริงก็คง ต้องรีบลาโรง โดยด่วน 
เดี๋ยวโรงจะโดนระเบิดมิใช่น้อยไปด้วย  
จะพากัน เข้าโลงกันหมดคณะ

แถมตัวละครประกอบฝ่าย "ไหน" ยอดเยี่ยมยกพวกออกมา อีก  
เล่นของสูง เหมือนกับจะตั้งราชวงค์กันเลยทีเดียว  
ทั้งออกงาน แห่แหน  ยกย่อง เทียบชั้นดิวิชั่นหนึ่ง 
อันนี้ ก็ตัวใครตัวมัน 
แม้เป็นแค่ตัวประกอบ แต่ก็โดนประกบไปเรียบร้อย

อย่าว่าแต่ ตัวละครใหม่ๆ เลย
แม้ตัวละครเก่าเก๋าเกมส์ อย่างสตรีผู้ถือหอกทั้งหลาย ของเจ้าคุณเบอร์ลิน ตอนนี้ก็ได้ข่าวว่า อยากจะลาโรงเต็มแก่ ติดที่ไม่มีระบบยื่นใบลา กลับมาตัดผมรองทรง ฝึกทหารลดอายุไปหกสิบปี อย่างกะสาวยี่สิบห้า ก็ระวังดีๆนะ ซ้าย ขวา หมุนไปมาจะหันหน้าไปปรโลกก่อน



ตอนนี้ ฝุ่นยังตลบอบอวล  ก็คอยดูกันแล้วกันว่า ใครจะ ลาโรง ลงโลง หรือ ขึ้นรา กันก่อนกัน...

ผู้เขียน แค่สังเกตการณ์  จากภูแสนไกล ที่ได้แต่ดูตัวจัญไรไล่กัดคนดี

หายใจลึกๆ เข้าไว้ แล้วกัน

ละครโรงนี้ คงยังต้องมีต่อไป เพราะยังเหลืออีกหลายตัว
วิ. 21 กย 59

วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2559

"มหาโนเนม พ่อทุกสถาบัน"


กลับมาทบทวน ตัวเราเองว่า เรากำลัง
งมงาย
งมน้ำ
งมโข่ง
หรือไม่..​  ?

ความศรัทธา ต่อพระพุทธศาสนา
ต่อพระพุทธเจ้า
ต่อพระธรรมคำสั่งสอน

ต่อวัดพระธรรมกาย
ต่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อ
ต่อพระสงฆ์

ยังดีอยู่ไหม..?

เคยอ่านในพระไตรปิฎก
เรื่องเหาะเหินเดินอากาศ  เรื่องฤทธิ์  อภิญญา
เรื่องนรก สวรรค์
มากมายเกินกว่าที่จะบอกว่า บังเอิญ เปรียบเทียบ

บทที่พระพุทธเจ้า ตรัสสอนบ่อยที่สุด ก็เป็นบทที่ว่าด้วย
อนุปุพพิกถา  ทาน  ศีล สวรรค์ โทษของกาม อานิสงส์การออกบวช

ตัวเราก็เชื่อมาตลอดว่า
ตายไปแล้วไม่สูญ ยังต้องเวียนว่ายตายเกิด ยังไม่สูญสลาย
ตายไป เอาบุญ เอาบาป ติดไป
เกิดใหม่แม้จำไม่ได้ ก็ยังมีกรรมเก่าติดไปส่งผล



เราก็เชื่อว่าตัวเรานี้ มีกาย กับ ใจ  
ใจ กับ กาย
เมื่อกายนี้ ทิ้งไว้ในโลก แล้ว
ใจก็ล่องลอยไปเกิด เอากรรมดี กรรมชั่วติดไป

เชื่อว่าการสร้างบารมีคือการสั่งสมกรรมดี
สั่งสมบุญกุศล
ข้ามภพ ข้ามชาติ
จนบารมีทั้งสามสิบทัศเต็มเปี่ยม

ระหว่างนั้น การตั้งความปรารถนาจะเป็นอะไรก็ตั้งกันไว้ในใจ
มีความอยากเป็นพระพุทธเจ้า ก็เรียกว่าเป็นพระโพธิสัตว์
อยากเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า
อยากเป็นเพียง อสีติมหาสาวก
อยากเป็นพระอรหันต์สาวก

แล้วก็สั่งสมบ่มบารมีไปเป็นสิ่งที่ตั้งใจไว้


ก็เชื่ออย่างนี้มาตลอด
ส่วนว่าจะเรียกตัวเราว่า เถรวาท มหานิกาย ธรรมยุติ มหายาน
เราจะเชื่อแบบไหน มันจะเกี่ยวกับการเรียกขานไหม

จะเรียกว่า เถรวาท หรือ มหายาน
จะเรียกว่า มหานิกาย หรือ ธรรมยุติ

มันก็แล้วแต่ เราจะไปบวช เราจะไปเข้าวัดที่ไหน
วัดที่สังกัดอยู่กับส่วนกลาง สังกัดอยู่กับใคร

อยู่ๆ เอาเรื่องความเชื่อ กับเรื่องสังกัด มาทำให้เป็นเรื่องเดียวกัน
เป็นเรื่องที่ให้คน ปวดหัว
เพื่อจะได้เอามาทำลายทำร้ายกัน




เหมือนการเป็นนักเรียนอาชีวะ แค่ใส่หัวเข็มขัดคนละสถาบัน
ก็จะยุให้ตีกัน
ทะเลาะกัน แบบไร้เหตุผล

จบออกมา ก็ต้องไปทำงานด้วยกัน สร้างบ้านสร้างโรงงาน
มันใช้ช่างเดียว ทำไม่ได้ มันต้องรวมเอาทุกช่างไปทำ

แล้วจะทะเลาะกันทำไม

ชาวพุทธยิ่งกว่านั้น เจอกันตลอดสังสารวัฏ อีกยาวนาน
จะทะเลาะกันเพื่อ ?

เห็นพระภิกษุครองผ้ากาสาวพัสตร์  จบปธ ๙  ออกมายกตนข่มท่าน
เขียนหนังสือเพื่อเป้าหมายชำระพระศาสนาให้สะอาด

แต่แค่แย้มๆ ออกมา ก็ว่าร้าย ใส่สี ตีไข่
การมาของข้อมูล ก็แค่ได้ยินได้ฟัง

หยุด ม้าที่ริมผา เถอะ จะสร้างกรรม ก่อเวรกันไปเพื่อ..?

ต่างคนก็ต่างสั่งสมบ่มบารมีไป
การทำลายล้าง หักหาญว่าร้าย ไม่ใช่การสร้างบารมี

การยกเรื่องที่อยู่ไกลสุดขอบจักรวาล มานั่งทะเลาะกันว่ามันเป็นอะไร ที่ๆ เราจะไปกัน

มันเป็นแค่ที่ว่างเปล่า ต้องว่างเปล่าเท่านั้น ถึงจะถึง
หรือ ว่างเฉพาะกิเลส จากใจ แล้วใจเราก็ไปถึง
เหลือใจที่สะอาดสุดๆ

เหลือ ไม่ เหลือ  ช่างมันประไร

ขอให้ไปถึงเถอะ

เหมือนมานั่งเถียงกันว่า มนุษย์ต่างดาวหน้าตาอย่างไง ชอบกินอะไร
เอาไว้เจอตัวแล้วจะมาบอกละกัน



อย่างไร เราก็ต้องร่วมมือกันสร้างสังคมนี้ให้มีความสะอาดบริสุทธิ์ไปด้วยกัน
อย่าทำตัวอย่างเด็กต่างสถานบัน มาตีกันเป็นเด็กๆ อยู่

มาช่วยกันเถอะท่าน

ไม่อยากไปนั่งลบสีที่ พ่นไว้ตามกำแพงว่า
"มหาโนเนม พ่อทุกสถาบัน"


วิ. 19 กย 59

วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2559

จดหมายปิดผนึก ถึงมหาโนเนม..




พุทธศาสนาในประเทศไทย มาถึงคำว่า ใครเป็นเถรวาท กันแล้ว

เพราะว่า รัฐธรรนูญ อยู่ๆ ก็กำหนดว่า จะสนับสนุนพุทธเฉพาะสายเถรวาท

ซึ่งทำให้ เกิดกระแสจากนิกาย และ ศาสนิกในศาสนาอื่นๆ เริ่มต้นแสดงพลังไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ เห็นได้ชัดที่ สามจังหวัดภาคใต้ ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญทั้งจังหวัด 

ส่งผลให้ นายกต้องใช้ ม.44 กำหนดข้อความเพิ่มเข้าไปว่า ยังดูแล ศาสนาอื่นๆ เหมือนเดิม เรื่องราวจึงสงบ



แต่เมื่อคลื่นลมก่อตัวแล้ว ก็ชัดเจนขึ้น ว่าเรื่องนี้ตั้งแต่สร้างชาติมา ไม่เห็นต้องมีกำหนดกฏเกณฑ์ ว่าใครเป็นเถรวาท เพราะ คณะสงฆ์ไทย ไม่ว่าจะเป็นนิกายไหน มหานิกาย หรือ ธรรมยุติ ก็เป็นเถรวาททั้งหมด

บวชแบบไหน ออกมาก็เป็นเถรวาททั้งสิ้น  

แล้วอย่างไง 

วันนี้ก็ชัดเจนขึ้นมาอีกระดับว่า  อ๋อ ก็เพราะต้องการที่จะประเคนข้อหา ไม่ใช่เถรวาท มาให้วัดใหญ่แถวปทุม จะได้จัดการต่อไปถึง วัดแถวภาษีเจริญ พร้อมกันไปได้

ดั่งอยู่ๆ ก็มี พระมหาโนเนม จากวัดไม่เคยแพ้พ่าย  ก็ออกมาตบตี เผาพระสงฆ์พวกเดียวกันเอง ในเวลาที่ต้องการความสามัคคี เพื่อสู้กับระบบ และ ความวุ่นวายที่เดินเท้าไปทั่วหลายๆ ภาคของประเทศ

หรือว่า รับงานมา
หรือว่า รู้หนึ่งไม่ถึงสิบ
หรือว่า  เห็นกงจักรเป็นดอกบัว

เสียดาย ความรู้ความสามารถ เป็นถึง นาคหลวง แต่ลุกขึ้นมาทำเรื่องไม่เข้าเรื่อง ในช่วงเวลาที่ไม่เข้าท่า  

ถามว่า การเขียนเรื่องงี่เง่าของท่านนั้น มันจะทำให้เกิดอะไรดีกับพุทธศาสนาในประเทศนี้บ้าง

การโจมตี วัดปากน้ำ วัดพระธรรมกาย ด้วยข้อความเลิศหรู ปลุกกระแสปลาตายน้ำตื้น ในเวลาที่เกิดความระส่ำระสาย ไปทั้งวงการพุทธ 

หรือ ว่าท่านมืดบอดขนาดมองไม่เห็นสถานการณ์ ที่เกิดขณะนี้ 

ถามจริง... โง่หรือบ้า

หรือว่า เห็นว่า วัดพระธรรมกายกำลังเพลี่ยงพล้ำ กำลังมีปัญหากับภาครัฐ เลยต้องออกมากระทืบซ้ำ ทำหน้าที่ให้สมชายชาตรี ลูกวัดไม่เคยแพ้ 

ก็ไม่ได้อยากออกมาก่อกวนให้น้ำขุ่นมากขึ้น แต่ อยากออกมาเตือนสติท่านสักนิด ว่า




ความรู้ที่ท่านมี ท่านควรเอาไปใช้พัฒนาจิตใจของท่าน ปรับปรุงให้ดี ถ้าทำได้ดี จะได้เป็นผู้นำในการธำรงพระศาสนาต่อไป

อย่าใช้วิธี เหยียบซากศพเพื่อทำให้ตัวเองเด่นขึ้นไป

ข้อเขียนของท่าน นั้น เดี๋ยวก็คงมี ฝ่ายวิชาการ ออกมาแก้ข้อความไปทีละข้อ ทีละวรรค เพื่อปรับสัมมาทิฐิให้ท่าน กลับเข้าลู่เข้าทาง

แต่เห็นท่านอุตสาห์ตั้งใจเรียนจนจบ ไม่อยากจะให้เสียพระ เสียดายบุคลากร ของพระศาสนา 

การด่าว่ากล่าว กันเอง ไม่ทำให้อะไรมันดีขึ้น แต่มีแต่จะแย่หนักไป



ถ้าสงสัย อะไร ก็เข้าไปพูดคุยกับทางวัดเค้าเลย บอกเค้าเลยว่า เค้าทำอะไรที่ทำให้ท่านคิดแบบนั้น ไม่ต้องให้เค้ามาอธิบายผ่านสื่อสารมวลชน  

ถ้าหวังดีกับพระศาสนา ก็ไปคุยกัน 
ถ้าจะทำให้ ฉิบหายไปกว่าเดิม  ด้วยวิธีที่ท่านคิดว่าดี ก็ขอให้ละเลิกเสียเถอะ 

วิธีที่กำลังทำอยู่นี้ มันเป็นการทำลายพระศาสนา  มากกว่าที่พวกที่เปิดหน้ามาเป็นศัตรูของพุทธทำ

หยุดเถอะมหา..

วิ. 15 กันยา 59

เขียนเรื่องนี้หลังจากอ่าน บทไม่ได้ความ ของพระมหาโนเนมนี้
กดดู  O

สดๆร้อนๆ  อ.สมภาร พรหมทา บรรยายเชิงปรัชญา เรื่องนิพพาน เป็นอัตตา อนัตตา ใครจะเพิ่มความรู้ ก็ลองฟังดูนะ ดีมากๆ  ควรฟัง



20160909 อนัตตา กรรม นิพพาน (สมภาร พรมทา)
https://youtu.be/TA9qWiagMBI

20160912 อนัตตา กรรม นิพพาน (ตอนที่สอง)
https://youtu.be/D0VjdlSLd1g



วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ก็ไปกันหมดแหละ ... นะ


คืนนี้ ก่อนนอน ได้อ่านข้อความที่เค้าเขียนๆกันมา มี กรธ.ท่านนี้เขียนถึง พล.อ.นิวัติ ศรีเพ็ญ เขียนในฐานะที่ได้ร่วมงานมาระยะหนึ่ง ก็คงมีความผูกพันกัน


ที่เอามาลงไว้ ณ ตรงนี้ ก็เพราะอ่านแล้วคิดได้ถึงเรื่อง 
รัฐธรรมนูญที่จะเป็นจะตายกันทั้งบ้านเมือง  

อันดับแรกเลย คนร่างรัฐธรรมนูญ ก็ไม่อยู่ใช้ก็มีแล้ว  
จะดีร้ายอย่างไร ก็ทิ้งไว้บนโลกนี้

อันดับที่สองที่คิดได้ก็คือ ความตายไม่มีนิมิตหมาย 
ไม่ต้องป่วยยาวนาน 
บางท่านเช้าเห็นบ่ายหายหน้า  
บางท่านสายมาค่ำเปลี่ยนภพ 
บางท่านป่วยหลายปี แต่ที่ดีๆ กลับไปก่อนกันหมด


ดังนั้น ศึกษาเรื่องราวความจริงของชีวิตไว้เถิด 
โลกหน้ามีจริง หรือไม่ เดี๋ยวก็คงทราบ 
โลกหน้าทำอะไรกันบ้าง เดี๋ยวก็คงรู้
ถ้าตั้งใจศึกษา ก็ต้องหาผู้รู้ 


ที่ทำยิ่งใหญ่ ก็อย่าลืมไปว่า 
ไม่ใหญ่ไปกว่าบ้านหลังสุดท้าย


อ่านที่ท่านนี้เขียนถึง พล.อ.นิวัติ ศรีเพ็ญ แล้วก็ต้องขอชมว่า ท่านเตรียมตัว สู้กับมรณภัย เป็นอย่างดี 

นี่เป็นบทความที่ส่งต่อๆกันมา ลองอ่านดู







ลาจาก จากเป็น ก่อนจากตาย...

แม้จะทราบล่วงหน้าแล้ว แต่เมื่อทราบว่า “พี่นิวัติ” หรือ พล.อ.นิวัติ ศรีเพ็ญ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญถึงแก่กรรมแล้ว ก็ยังอดใจหายและเสียใจมิได้

11 เดือนก่อน วันแรกที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) มาประชุมกัน ท่านแนะนำตัวสั้นๆว่า เพิ่งเกษียณมาจากตำแหน่งเจ้ากรมพระธรรมนูญ 

หลังได้รู้จักกันไม่นาน ท่านก็ทำให้ผมประหลาดใจได้ในหลายๆเรื่อง

ท่านเป็นกรธ.คนเดียวที่เป็นทั้งกรธ.และเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) แต่ท่านแทบไม่เคยขาดประชุมกรธ.เลย

ท่านเป็นนายพลเอกที่สมถะมาก มาประชุมที่สภาโดยใช้บริการรถสาธารณะเป็นประจำแทบทุกวัน 

บ่อยครั้งที่เลิกประชุมแล้ว เราสองคนจะอาศัยติดรถ อาจารย์ฐิติพันธุ์ เชื้อบุญชัย ไปลงสถานีรถไฟฟ้าพญาไทแล้วไปแยกกันบนสถานีรถไฟฟ้านั้นแห่งนั้น

ภาพที่ผมจำติดตาอยู่เสมอคือ หลังประชุมเสร็จ หรือไม่ก็ขึ้นรถด้วยกันแล้ว ท่านจะควักเอาถุงอ่อนๆอีกใบออกมาจากกระเป๋าธรรมดาๆที่หิ้วอยู่เป็นประจำ ก่อนจะพับสูทใส่ถุงใบนั้น เพื่อที่จะได้สะดวกเวลาขึ้นรถสาธารณะ

ช่วงที่กรธ.ทำงานแล้วมีแรงเสียดทานมากๆ ผมเคยอ่านข้อเขียนของมิตรสหายบางคน เขียนต่อว่าเสียดสีว่า พวกทหารชั้นนายพลสุขสบาย กรธ.เป็นอย่างโน้นอย่างนี้ ผมได้แต่รำพึงในใจว่า มันไม่ใช่อย่างนั้นไปเสียทั้งหมดหรอก

ผมได้เรียนรู้จากพี่นิวัติอย่างหนึ่งว่า เราอย่าตัดสินใครง่ายๆ โลกมันไม่ขาวไปทั้งหมดหรือดำไปทั้งหมด

หลายเดือนก่อนท่านไม่ค่อยสบายท้อง ต่อเมื่อกรธ.ท่านหนึ่งแนะนำหมอให้ นั่นเอง ถึงทำให้ทราบว่า ท่านป่วยเป็นมะเร็งที่ตับอ่อนและกว่าจะรู้มันก็ลุกลามเข้ามาถึงขั้นสุดท้ายแล้ว

ถึงกระนั้น ท่านก็ไม่ปริปากให้ใครรู้ หากแต่ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง ออกไปชี้แจงรัฐธรรมนูญเท่าที่ทำได้ 

ตอนนั้น การทำรัฐธรรมนูญมาถึงขั้นเผยแพร่แล้ว กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม นัวเนียนุงนังกันไปทั่ว กรธ.ทราบว่าพี่นิวัติป่วยแต่ยังไม่ทราบว่า หนักขนาดไหน

จนวันหนึ่ง อาจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ ที่ปรึกษากรธ.ได้ไลน์เข้ามาถามว่า มีใครพอจะหาห้องให้พี่นิวัติที่โรงพยาบาลรามาฯ ได้ไหมเพราะวันนั้นท่านไปรับการฉายแสงแล้ว แพทย์เกรงว่า ท่านจะมีอาการช็อคเนื่องจากแพ้คีโม กรธ.จึงได้จ้าละหวั่นกันไปหมดแต่ที่เราทำได้ก็คือ หาเตียงที่ใกล้ที่สุดคือที่สถาบันมะเร็งซึ่งอยู่ติดกับโรงพยาบาลรามาฯให้ได้เท่านั้น

ผ่านพ้นวิกฤตนั้นมาได้ไม่กี่วัน แพทย์ก็บอกว่า ตอนนี้พี่นิวัติยังมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์อยู่ จะทำอะไรให้รีบทำ

ในยามมรณะภัยมาเคาะประตูเรียก สิ่งที่พี่นิวัติและพี่จุไรรัศม์ภรรยาท่านทำนั้นแสดงให้เห็นถึงความองอาจของผู้ฝึกตนมาอย่างดีแล้ว

จากแพทย์ในวันนั้น ท่านไปลาพระภิกษุซึ่งท่านนับถือ กลับถึงบ้านก็เตรียมตัวอย่างดี เลือกรูปที่จะตั้งหน้าศพด้วยตัวเอง ฯลฯ
เตรียมรับมรณะภัยอย่างสงบ โดยมิได้หวาดหวั่นพรั่นพรึงแม้แต่น้อย

กรธ.ได้ติดตามอาการป่วยของท่านด้วยความเป็นห่วง นั่น ทำให้ได้ทราบว่า แม้แต่ในวันลงประชามติซึ่งตอนนั้นท่านเริ่มเดินลำบากแล้วแต่ก็ยังให้ลูกสาวพยุงไปลงประชามติ

เมื่อกรธ.ทราบความว่า จะทำอะไรให้รีบทำ กรธ.ก็ได้ขอไปเยี่ยมท่านที่บ้าน ภริยาท่านก็ว่าไม่สะดวกแต่พอได้เรียนท่านว่า ขอให้ได้แสดงมุทิตาจิตกันและอโหสิกรรมซึ่งกันและกันนะ จะที่ไหนก็ได้ นั่นล่ะ ท่านถึงบอกว่า ท่านจะมาที่สภาเอง

มีการประสานงานและเตรียมการรับพี่นิวัติอย่างดี เตรียมรถวีลแชร์ไว้รับเพราะทราบว่าท่านเดินไม่ได้แล้ว ผมสอบถามพี่นิวัติเองว่า ขากลับอยากนอนกลับไปสบายๆไหมจะได้ขอรถพยาบาลประจำรัฐสภาไว้ จะได้ให้เขาไปส่ง ท่านก็บอกว่า นอนกลับมาก็สะดวกดี ท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ จึงประสานของรถพยาบาลไว้ และแจ้งให้เจ้าหน้าที่รัฐสภาได้ทราบเรื่องและทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่อื่นๆที่เขาไม่ทราบจะได้ปฏิบัติต่อท่านอย่างที่ควรจะเป็น

19 สิงหาคม พี่นิวัติมาถึงสภา 

จากเดิมตั้งใจกันว่า จะจัดล้อมวงสนทนาและแสดงมุทิตาจิตกันกลางห้องประชุมแต่อาจารย์มีชัย ท่านคิดละเอียดรอบคอบดีกว่านั้น เมื่อท่านมาถึงอาจารย์มีชัยได้เข้ามาให้กำลังใจแล้วบอกว่า ขอให้กรธ.ทั้งหมดประชุมกันเป็นนัดพิเศษ เพื่อแสดงมุทิตาจิตกับพี่นิวัติ

กรธ.จัดที่พิเศษให้พี่นิวัติได้นั่งประชุมจากวีลแชร์ในที่ที่ติดกับประธานที่ประชุม 



อาจารย์มีชัยได้กล่าวนำเป็นเวลานานร่วมสิบกว่านาที สาระแห่งคำพูดของท่านั้นเต็มไปด้วยแง่มุม ทั้งทางโลก ทางธรรม ยังความซาบซึ้งใจ และเป็นกำลังใจให้กับพี่นิวัติ ครอบครัวหรือแม้แต่กรธ.ทุกคนเป็นอย่างดี

ตลอดเวลานั้นพี่นิวัตินั่งฟังด้วยความสงบ จะมีบ้างก็ตอนเจ้าหน้าที่ต้องช่วยให้อ็อกซิเจนเพิ่มเติมเท่านั้น

หลังอาจารย์มีชัยกล่าวจบ พี่นิวัติได้กล่าวตอบและเอ่ยปากว่า “ผมขออโหสิกรรมต่อทุกคนด้วยนะ”

ตอนท่านจะกลับผมคุกเข่ากราบเรียนท่านข้างๆวีลแชร์ว่า “ผมก็ขออโหสิกรรมต่อพี่ด้วยนะแต่ผมคิดว่า ระหว่างเราและในหมู่กรธ.ไม่มีสิ่งใดที่ต้องอโหสิกรรมต่อกันเพราะมีแต่สิ่งดีๆต่อกัน”

ลึกๆแล้วไม่ว่าพี่นิวัติหรือกรธ.ทั้งหมด ทราบดีว่า วันนี้เป็นการมาลาจากกัน จากเป็น ก่อนที่จะจากตาย

นักข่าวเห็นท่านขึ้นรถพยาบาลก็รายงานว่า ท่านมาประชุมแล้วฟุบคาที่ประชุม ผมเห็นข่าวแล้วเลยไปบอกว่า ไม่ใช่ มันไม่ได้เป็นแบบนั้น ท่านป่วย ท่านมาลา เราได้มาอโหสิกรรมต่อกัน และเรื่องนี้ก็เป็นสิทธิส่วนบุคคลที่ท่านไม่อยากเปิดเผย มีองค์กรสื่อแห่งหนึ่งที่ผมก็โทรไปบอกแบบนี้ เพื่อให้เขาทราบว่า ข่าวที่รายงานออกไปนั้นมันผิด 

ผมหวังว่า เขาจะแก้ไขให้หรืออย่างน้อยก็คงเห็นแก่ความเป็นมนุษย์ของคนอื่นบ้าง

ผมประจักษ์ว่า สิ่งที่พี่นิวัติและภรรยาได้ทำให้เห็นนั้นคือ การแสดงธรรมโดยแท้ ผมพยายามศึกษาเรื่องการเตรียมตัวตายแต่ก็ไม่เคยเห็นคนประสบมรณะภัยใกล้ตัวคนไหนเข่นพี่นิวัติมาก่อน

ผมไม่เคยคุยเรื่องธรรมะกับท่านแต่เชื่อว่า ลึกๆแล้ว ท่านเป็นพุทธศาสนิกชนที่รู้ซึ้งถึงพระธรรมคำสอนที่ดีมากผู้หนึ่ง

มรณะกรรมของพี่นิวัติย่อมยังมาซึ่งเสียใจของครอบครัวและเป็นความสูญเสียของกรธ.ทุกคนด้วย ผมเองรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสได้รู้จักและได้มีโอกาสทำงานร่วมกันกับท่านครับ

ภัทระ คำพิทักษ์





ไม่ต้องกังวล เส้นทางนี้ แค่เดินกันไปก่อน และ หลังแค่นั้นเอง

วิ. 31สค. 59


ดีเอสไอ..ทำไมประพฤติเยี่ยงนี้

วันนี้เจอบทความนี้ ในเน็ท 
ส่งต่อๆ กันไป ต่อๆ กันมา 
อ่านแล้วก็มีประเด็นดี 
เรื่องมหากาพย์คลองจั่น  
มีเงินมีทองก็มีปัญหาตามมา

เรื่องปัญหาของคลองจั่นยกไว้
แต่เรื่องการฟ้องร้อง 
เมื่อไม่กี่วันก่อน ก็ยังเป็นข้อถกเถียงว่า 
ตกลงศาลไหนจะฟ้อง ศาลไหนจะรับ
ยังมึนงงไปทั้งบาง ถึงขนาดว่า 
ดีเอสไอต้องออกมา 
"แถลง" ( ถะ-แหลง ห้ามอ่านอย่างอื่น) 
ในวันหยุดสุดสัปดาห์แทนที่จะพักผ่อนบ้าง 

วันนี้บทความนี้ สงสัยดีเอสไอ 
คงต้องออกมา"แถ ลง" อีกรอบหรือเปล่า ก็ไม่ทราบ




เนื้อบทความ.......



เมื่อดีเอสไอฟ้องมั่ว
ดีเอสไอได้สั่งฟ้องคดี 2 คดี 
กรณีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น  
ที่ขัดแย้งกันเอง คือ

1. คดีพิเศษที่ 146/2556  
สั่งฟ้องนายศุภชัยและพวกข้อหา 
“ ลักทรัพย์นายจ้าง  ”  
แสดงว่าทรัพย์นั้นต้องเป็นของสหกรณ์ฯ คลองจั่น  
 ซึ่งเป็นนายจ้างของนายศุภชัย


2. คดีพิเศษที่ 63/2557  
สั่งฟ้องนายศุภชัยและพวกข้อหา 
“ ฉ้อโกงประชาชน ”  
คือหลอกชาวบ้านให้มาฝากเงินกับสหกรณ์ฯ  
แสดงว่าทรัพย์นั้น  เป็นทรัพย์ที่เกิดจากการกระทำความผิด  
เจ้าของทรัพย์ที่มีสิทธิเรียกเอาทรัพย์คืน 
คือ ประชาชนที่ถูกหลอกลวง  
ทรัพย์นั้นจึงไม่ใช่ทรัพย์ของสหกรณ์ฯ คลองจั่น



การที่ดีเอสไอสับสน สั่งฟ้องมั่วทั้ง 2 คดีที่ขัดแย้งกันเอง  
จึงขัดต่อหลักกฎหมาย




ทางสหกรณ์ฯคลองจั่นยืนยันมาตลอดว่า 
ทรัพย์นั้นเป็นของตนและเป็นผู้แจ้งความ
ในคดีที่ 146/2556 
 จนอัยการสั่งฟ้อง  เรื่องขึ้นสู่ศาลแล้ว


ถ้ามีคดี 146/2556  ก็จะมีคดี 63/2557 ไม่ได้ใช่หรือไม่
หรือว่า จะเอาคดี 63/2557 ที่เกิดที่หลัง แล้วคดีที่เกิดก่อนจะทำอย่างไร เพราะมูลฐานคือ ตัวเงินที่มา ก้อนเดียวกัน แล้วจะให้ใครเป็นเจ้าของกันแน่

แล้วคดีที่ตามมาหลังจากนี้อีกหลายคดี 
ถึงขนาดไปออกหมายจับพระผู้ใหญ่  
จะทำอย่างไร

จบบทความ






เรื่องราวนี้ เหมือนบทละครที่หลอกล่อคนดูให้มาติดตาม ว่ามาถึงอย่างนี้แล้ว เป็นเสมือนทางตันที่หาทางออกลำบาก 

จะเลิกกันไป ก็กลัวกรรมการจะจัดการเอา  จะเดินต่อก็ไม่ไปถูก จะถอยหลัง ก็จะเจอ 157 อีก 

สงสัยงานนี้ คงไปหา "วัว44 ตัว" มาใช้เทียมเกวียน 
พาออกจากวังวนนี้ซะละมั้ง


โปรดติดตาม(อาจถูกตัด)ตอนต่อไป  .

... เหมือนใครในคุก

วิ.31สค.59

วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2559

" จำไว้คุณคือใคร "

สองสามวันที่แล้ว ในไลน์ส่งข้อความที่ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้เขียนต่อๆกันมา ไม่รู้ที่มา ไม่มีที่ไป แต่เขียนข้อความได้จับใจดี  ก็เลยเอามาเก็บไว้  ไว้วันหน้าอยากอ่านอีกจะได้หาเจอ

เป็นเรื่องเกี่ยวกับการอยู่ และไม่อยู่ในอำนาจตำแหน่ง มีการเปรียบเทียบได้ดี บาดใจเล็กๆ 

เขียนได้ดี เขียนอีกนะ




นี่คือเรื่องที่ถูกใจผมที่สุด
" จำไว้คุณคือใคร "
มีนักพูดได้มายืนอยู่ณ. ที่นี้ ท่ามกลางผู้เข้าฟังเป็นพันคน
เค้าเพิ่งเกษียณมาเร็วๆนี้ เค้าเป็นอดีต......แห่งชาติ
เขายืนอยู่หน้าเวที ในขณะที่เขาเริ่มการพูดของเขาโดยยกกาแฟในถ้วยกระดาษขึ้นมาจิบ
เขาได้ขัดจังหวะในการพูดของเขาว่า รู้มั้ยเมื่อปีที่แล้ว ผมเป็น......แห่งชาติ
ผมได้มาพูดอยู่ณ. ที่นี้ ที่แห่งนี้ เค้าเชิญผมมาโดยบินมาด้วยชั้นธุรกิจ
มีรถไปรับที่สนามบินมาที่โรงแรม มีคนเช็คอินโรงแรมรอไว้ให้แล้ว พาผมขึ้นไปบนห้องพัก
ตอนเช้ามีคนมารอรับที่ล็อบบี้โรงแรม และพาผมมาที่นี่ ที่ด้านหลังเวที พาไปห้องพักรอและเสริฟกาแฟผมด้วยถ้วยกระเบื้องหรูหราสวยงาม ตอนนี้ผมไม่ได้เป็น...แล้ว ผมบินมาด้วยชั้นประหยัด นั่งแท็กซี่มาที่โรงแรม เช็คอินเอง เช้าผมนั่งแท็กซี่มาที่นี่เอง เดินเข้าทางด้านหน้า ถามหาทางเข้ามาหลังเวที
ผมขอกาแฟ มีใครคนนึงชี้นิ้วไปที่เครื่องทำกาแฟที่มุมห้อง และผมก็รินกาแฟใส่ถ้วยกระดาษตรงนั้น



บทเรียนนี้สอนว่า ถ้วยกระเบื้องไม่ได้มีไว้สำหรับผม มันมีไว้สำหรับตำแหน่งที่ผมเป็นผมมีค่าเหมาะแค่ถ้วยกระดาษ เราทั้งหลายมีค่าแค่ถ้วยกระดาษ เมื่อคุณเริ่มประสบความสำเร็จในชีวิต
คุณจะได้รับความสะดวกสบาย ผู้คนจะเรียกว่าท่านครับ ท่านค่ะ เค้าจะช่วยคุณถือกระเป๋า เปิดประตูให้คุณ
ชงชาให้คุณดื่มทั้งๆที่คุณไม่ได้ร้องขอ แต่นั่นไม่ได้ทำให้คุณ เค้าทำให้ตำแหน่งที่คุณเป็น เมื่อคุณก้าวออกไป เค้าจะเอาทุกอย่างให้กับคนที่มาแทนที่คุณ

อย่าลืมเป็นอันขาดว่า เรามีค่าเหมาะแค่ถ้วยกระดาษเท่านั้น

และต้องปลงให้ได้สำหรับคนส่วนใหญ่ที่คบกันด้วยหน้ากากและตำแหน่งหน้าที่