วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ปากท้องหรือคุณธรรม

เราเพิ่งผ่านมหกรรมกีฬาสีมาไม่นาน ที่แข่งตั้งนานสองนาน 
แต่ยามหน้าสนามเป็นผู้ชนะครองถ้วย . เฮ้..

ก็ดีเหมือนกัน

ตอนนี้บ้านเมือง..ก็กำลังจะปิดตัวเอง ใช่ไหม 

1 มค. ปีใหม่ 60 นี้ นสพ.บ้านเมืองประกาศปิด

ก็ปิดไป ไอ้ที่เหลืออยู่ ก็คงกำลังตามๆ กันไป ในสภาวะไม่มีโฆษณาอย่างนี้

ตอนนี้ก็ได้อาศัยข่าววัดพอหาทานไปได้ ... เฮ้ออ

ก็ถือว่าวัดช่วยก็แล้วกันนะ  
แม้จะเอาอะไรมาป้ายวัด จนเลอะเทอะ ตามล้างกันไม่ไหวอย่างนี้ ก็ไม่เป็นไรหรอก ทนได้ ขอให้พ่อแม่พี่น้องพวกคุณสื่อทั้งหลาย ไม่อดตาย พอเอาบาปไปแลกข้าวมาทานประทังชีวิตไปพลางๆ ก็แล้วกัน

วันนี้ไปเห็นวีดีโอในยูทูป ขึ้นต้นเรื่องว่า 
"อย่าตัดสินคนด้วยภาพถ่ายเพียงใบเดียว"




ภาพที่เห็น ทหารคนหนึ่งยิงคนที่ถูกมัดมือไปข้างหลังที่ศีรษะ 

คุณรู้ไหมว่า ภาพนี้ทำให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง... 
คุณเห็นแล้ว คุณรู้สึกเลยใช่ไหม.. 
คุณคิดเลยว่า ใครผิดเลย
ผิดแน่ๆ
ใช่แน่
เลวมากกก

คุณตัดสินทันทีเลยใช่ไหม ว่าใครถูกใครผิด 
คุณตัดสินได้อย่างไง ในเมื่อคุณไม่มีข้อมูลอะไรเลย

คำอธิบายใต้ภาพนี้ คือ February 1, 1968. South Vietnam police chief Nguyen Ngoc Loan shots a young man, whom he suspects to be a Viet Kong soldier.
เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 1968 .ที่เวียดนามใต้ นายตำรวจชื่อNguyen Ngoc Loan (เหงียน ง๊อค โลน) ยิงที่ศีรษะชายที่จับได้ว่าเป็นทหารเวียดกง

เรื่องราวอย่างย่อคือ

Associated Press Photographer Eddie Adams took this famous picture February 1, 1968 at the same instant that Brig. Gen. Nguyen Ngoc Loan, South Vietnamese national police chief, executed a Viet Cong officer with a single shot.

But photographs like these turned the public against the Vietnam War when they were first shown. Many people were so outraged they started a great Peace Movement. There were huge street demonstrations by American men and women of all ages. But young people have been protesting the loudest. Students held massive demonstrations against the draft. Men as young as nineteen were drafted, or forced into the army. Some protestors got killed.


นักข่าวสงครามชื่อ เอ็ดดี้ อดัมส์ ได้รับรางวัล( พลูลิสเซอร์) จากภาพนี้ 
1 กพ. 1968 นายตำรวจชื่อเหงียนง๊อกโลน หัวหน้าตำรวจแห่งชาติเวียดนามใต้ วิสามัญเจ้าหน้าที่เวียดกง ด้วยกระสุนนัดเดียว

แต่ภาพนี้กลับทำให้ฝูงชน(ชาวอเมริกัน) ต่อต้านสงครามเวียดนาม เกิดการเคลื่อนไหว ของคนทุกเพศทุกวัย ไปตามถนน เกิดการประท้วง การสมัครไปเป็นทหารไปออกรบ และบ้างก็ถูกฆ่าในขณะประท้วง

........

เบื้องหลังของเรื่องราวจริง(ตามที่วีดีโอเล่า)ก็คือ 

เวียดกงคนนี้ นำกำลังทหารเวียดกงใช้รถถัง บุกเข้าไปสถานที่ราชการ ที่มีทั้งข้าราชการ และ ครอบครัวของเจ้าหน้าที่อยู่ รวมทั้งของนายตำรวจท่านนี้ด้วย

ทหารเวียดกงได้ ฆ่าทุกคนที่พบ ร่วมครึ่งร้อย ทั้งผู้ใหญ่ เด็ก คนแก่ ชาย หญิง รวมทั้งครอบครัวของนายตำรวจนี้ มีทั้งภรรยาและลูกเล็กๆ รวมถึงแม่ของเค้าโดยการเชือดคอ

ทหารเวียดนามใต้ ต่อสู้และสามารถจับตัวผู้นำได้ ขณะที่ทำการจับได้นั้น ด้วยความแค้นนายตำรวจท่านนี้ก็ทำตามภาพที่เกิดขึ้น

....

เมื่อภาพนี้ออกไป คนถ่ายรูปนี้ ชื่อเอ็ดดี้ อดัมส์ได้รางวัลพลูลิเซอร์  ภาพนี้ทำให้หนุ่มสาวชาวอเมริกันออกมาประท้วงมากมาย ในที่สุดก็เกิดการส่งทหารอเมริกันมาตายที่เวียดนามนับล้านคน

แม้สงครามจะเลิกไปแล้ว นายตำรวจเหงียน ท่านนี้ ได้ลี้ภัยไปอเมริกา มีครอบครัวใหม่ เปิดร้านพิชชาเล็กๆ แต่เมื่อคนจำเค้าได้ โดยไม่สนใจเรื่องราวก็ขับไล่เค้าออกไป ในที่สุดก็ต้องระเหเร่ร่อน ไปจนวาระสุดท้าย

นายตำรวจฆ่าเวียดกง แต่ ช่างภาพฆ่านายตำรวจ

.......

เป็นอย่างที่คิดไหม
......

หัวหน้าเวียดกงฆ่าครอบครัวนายตำรวจและคนอื่นๆ อย่างโหดเหี้ยม เพราะปัญหาการปกครอง 
นายตำรวจฆ่าหัวหน้าเวียดกงด้วยกระสุนตามหน้าที่ บวกความแค้น 
ผู้สื่อข่าวฆ่านายตำรวจ ด้วยภาพเพื่อปากท้องและชื่อเสียงของตัว



ภาพที่ตอนนี้วัดพระธรรมกายกำลังโดนก็ไม่รู้ว่า วัดจะเล่นเป็นนายตำรวจ หรือ เป็นเวียดกง 
เพราะตั้งแต่ต้นมา วัดไม่ได้ขยับทำอะไรเลย มีแต่เป็นฝ่ายถูกกระทำ 
ถ้าให้เทียบก็คงเป็นว่า ทั้งเวียดนามกับเวียดกง หันมายิงใส่พระวัดพระธรรมกายนั่นแหละ 

โดยมีนักข่าวทั้งหลายคอยจับภาพตอนที่กำลังยิง ให้ชาวบ้านมองเห็นในมุมที่  
วัดนี้สมควรถูกยิงทิ้ง  และถ้ามีตำรวจทหารบาดเจ็บ แมวข่วน เดินสะดุดหัวคว่ำไป เลือดออก ก็คงเพราะวัดนี้มีพลังอะไรสักอย่าง  วัดก็ต้องผิดอีก สมควรถูกยิงทิ้งอีก

เพราะสำนักข่าวก็ต้องอาศัยข่าววัดขายพอประทังชีวิต ครอบครัวนักข่าวไปก่อนพลางๆในช่วงนี้ อันนี้เข้าใจได้ คือเอาครอบครัวตัวเองมาเป็นตัวประกัน ให้วัดเมตตามีเรื่องไปพลางๆ ก่อน

วัดที่สร้างมา 47 ปี แต่สัปดาห์เดียว ลุงตำรวจคนหนึ่งบังคับให้ทุกกรมกองของประเทศนี้มาตั้งข้อหาให้วัดได้ถึง 158 คดี  น่าติดต่อลงกินเนสส์บุคเลคคอร์ดมากเลย คนอะไรช่างเป็นที่รักเสียจริง

มันไม่มีอะไรยืนยงคงอยู่นานนักหรอกนะ เกิดขึ้นตั้งอยู่เสื่อมสลาย คดีความเหล่านี้ก็เช่นกัน มาแบบพิเศษรวดเร็วดั่งสายฟ้า ตั้งอยู่ชั่วคราวแล้วก็ เลิกแล้วกันไป 

แต่สิ่งที่เหลือทิ้งไว้ คือความบอบช้ำของพระพุทธศาสนา ความศรัทธาของประชาชน ความรัก ความเอื้อเฟื้อต่อกันระหว่างภาครัฐและประชาชน 




ภาพที่นักข่าวที่ขาดคุณธรรม ก็ช่วยกันสร้างให้วัดเป็นไปอย่างที่นักข่าวต้องการ ในโลกโซเชียล ก็เกิดภาพตามที่นักข่าวที่ขาดคุณธรรมเหล่านั้น 

แล้วก็ขยายผลโดย พวกเกรียนไซเบลอ ทั้งหลาย วันๆ ไม่ทำอะไร นอกจากหาใครมาเป็นเหยื่อด่า ขยายผล ออกไป

วัดก็ยิ่งดูแปดเปื้อนมากยิ่งขึ้น เหมือนตกลงไปในถังสีย้อมผ้า

ภาพวัดจึงทั้งมืดทั้งดำ ด้วยประการฉะนี้

ดังนั้น ก่อนที่ทุกท่านจะตัดสินใจวัด จากภาพเหล่านี้ ขอท่านผู้มีการศึกษาทั้งหลาย ได้โปรดหยุดคิดสักนิดว่า มันมีความจริงอย่างไรใต้ภาพเหล่านี้ด้วย




วัดปกติก็ช่วยเหลือประชาชน ราชการ โรงเรียน ในเวลาที่มีปัญหาใหญ่ๆ แต่ถึงคราววัดมีปัญหาที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ส่วนราชการกลับไม่ยืนหยัดบนความถูกต้อง

ก็น่าเห็นใจภาคส่วนงานที่เคยพึ่งพาอาศัยกัน ไม่ทำก็โดนบีบจากผู้มีอำนาจโดยมีตำแหน่งหน้าที่เป็นเดิมพัน ทำก็ฝืนมโนธรรม  ถ้าท่านทั้งหลายรู้สึกอย่างนี้ ก็ให้เลือกทำตามมโนธรรมเถิด เพราะจะได้ไม่ต้องตามด่าว่าตัวเองไปตลอดชีวิต

ถ้ามาผิดช่อง ถึงต้องออกจากราชการ ถึงเอาไปติดคุกตาราง ก็ให้มันรู้ไปว่าคนที่ยืนบนความถูกต้องในโลกนี้ยังมีอยู่ 
อยู่ก็ให้อยู่อย่างวีรบุรุษ แม้ตายก็ตายเยี่ยงวีรบุรุษ เถิด
แต่ให้เป็นวีรบุรุษกองทัพธรรม ที่ยืนบนความเที่ยงตรง ไม่ใช่ยืนบนความโกรธ เกลียด กลัว หรือโง่เขลา 



ดูอย่างพ่อเฒ่าแม่เฒ่า ที่ท่านมาสวดมนต์ที่วัด แม้อยู่เหนือใต้ออกตกแค่ไหน พอรู้ว่าวัดที่ท่านได้เคยอาศัยสร้างบารมีนี้ ถูกกลั่นแกล้ง ลำบากอย่างไร ก็มากันล้นวัด 

ท่านทั้งหลายที่มีหน้าที่ตำแหน่ง ขอจงได้โปรดหยุดคิด พิจารณาให้ดี
พระ เณร พ่อเฒ่าแม่เฒ่าเลือกคุณธรรมแทนปากท้อง  
สื่อเลือกปากท้องแทนคุณธรรม
พวกท่านจะเลือกอะไร
ขอพลังความดี จงสถิตย์ในใจ ของท่านทั้งหลาย

แล้วตัดสินใจให้ถูกต้องตามมโนธรรมในใจ

วิ. 17 ธันวา 59


แหล่งที่มาของเรื่อง https://youtu.be/7d-bJtRTW3Q




วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2559

จดหมายเปิดผนึกถึงนายก จาก ศศินภา นิติธรรมปพน



จดหมายเปิดผนึก ถึงนายกรัฐมนตรี 
และรองฯ (รักษาการ รมว.ยุติธรรม)                   

            การเป็นผู้ถือกฎหมาย แล้วไม่อำนวยความยุติธรรม แล้วบอกให้ผู้อื่นต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม   ถือว่า เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่      การออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ของนายกรัฐมนตรี และ รองนายกรัฐมนตรี (รักษาการ รมว.ยุติธรรม) เรียกร้องให้ หลวงพ่อธัมมชโย ออกมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ออกมาต่อสู้ตามกฎหมาย  ท่านนายกฯ และท่านรองฯ ผู้รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ  หรือท่านเรียนกฎหมายมานาน จนความรู้คืนอาจารย์ไปแล้ว   

ใครบอกว่า หลวงพ่อธัมมชโย ใครบอกว่า วัดพระธรรมกาย  ไม่ทำตามกฎหมาย   ทุกวันนี้ วัดพระธรรมกาย ก็เดินตามข้อกฎหมายทุกอย่าง ใช่ค่ะ ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย  แต่คนถือกฎหมาย ที่ถือช่องว่างทางกฎหมาย หาทางทำให้คู่ขัดแย้ง หมดหนทางต่อสู้เหมือนปิดประตูตีแมว  แต่นี่คือการ ปิดประตูตีพระ มันบาปนะท่าน     คิดว่าระดับปรมาจารย์ทางกฎหมาย อย่างท่านรองฯวิษณุ เครืองาม (รักษาการ รมว.ยุติธรรม) คงไม่ต้องให้บอกว่า คนรักษากฎหมาย อย่าง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ข้ามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างไร จนมาถึงวันที่ออกหมายเรียกคนป่วย (พระเรียกว่า อาพาธ)

              การแจ้งให้รับทราบข้อกล่าวหา การเรียกมาสอบสวน 
คนไม่ป่วย อย่างดีเอสไอ ก็เดินไปแจ้งหลวงพ่อที่วัดได้นี่คะ ไม่เห็นจำเป็นต้องออกหมายจับ ให้เป็นประเด็น ให้เอามาพูดได้ว่า หลวงพ่อธัมมชโยไม่ทำตามกฎหมาย พูดซะจนพระ กลายป็นผู้ร้าย เป็นอาชญากรทางสังคมไปเลย       หลักการเจรจาไกล่เกลี่ย ศูนย์สันติวิธี ศูนย์ระงับข้อพิพาท เรามีไว้ทำอะไรหรือคะท่าน หากคนถือกฎหมาย จงใจกระทำให้เกิดข้อขัดแย้งเสียเอง.   ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทยก็วังเวงนะคะ   ขอจบจดหมายน้อยไว้เพียงเท่านี้   


กราบเรียนมา ด้วยความเคารพรักอย่างสูงยิ่งค่ะ
                 

      ศศินภา  นิติธรรมปพน 
กรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการ
ปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา 
สภาปฏิรูปแห่งชาติ     

    ( สภาปฏิรูปแห่งชาติ เป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว ไม่มีผู้สืบต่อตำแหน่ง จึงไม่จำเป็นต้องใส่คำว่า “อดีต“ ไว้หน้าตำแหน่งหากไม่เข้าใจ ให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ)                           


         ๑๔ ธันวาคม  ๒๕๕๙๙
วันพระ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนอ้าย
ในรัชสมัย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
มหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร 
รัชกาล ที่ ๑๐ ราชวงศ์จักรี แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ฯ

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559

คำขอร้องจากพระเมียน์มาร์ ถึงรัฐบาลไทย


คำแปลคำปราศรัยจาก Facebook ของพระวีระธู

   อาตมาขอแสดงคารวะต่อคณะสงฆ์ไทยเจริญพรประชาชนชาวไทยและรัฐบาลประเทศไทย 

อาตมาคือพระวีระธู จากวัดมะโซเย็ง เมียนม่าร์สหภาพเมียนม่าร์ 
  
      ขอเจริญพรสาธุชนทุกท่าน อาตมาเป็นลูกของพระพุทธเจ้าคนหนึ่งในจิตใจของอาตมามีแต่ความเมตตากรุณาและมีธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ในหัวใจอย่างเต็มเปี่ยมไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสรรพสัตว์ทั้งหลายหากประสบความทุกข์ร้อน เมื่ออาตมาได้ทราบก็มิอาจอยู่นิ่งเฉยได้
     วันนี้อาตมาได้รับทราบข่าวเกี่ยวกับเรื่องราวของวัดพระธรรมกายซึ่งอาตมา ได้เฝ้าติดตามมาโดยตลอดและได้ทราบจากข่าว ว่าทางราชการของประเทศไทยจะบุกเข้าไปจับตัวหลวงพ่อธัมมชโย แห่งวัดพระธรรมกายหลังจากความพยายามครั้งที่แล้วไม่สำเร็จ โดยในครั้งนี้ได้มีการเพิ่มสรรพกำลังและความพยายามที่จะมาจับตัวหลวงพ่อให้ได้ ทั้งยังพยายามขัดขวางมิให้สาธุชนที่มีความเป็นห่วงเป็นใยในตัวหลวงพ่อได้เดินทางมาวัดโดยสะดวก มีการสนธิกำลังทั้งตำรวจทหารและสุนัขตำรวจเข้ามาจัดการ 
    อาตมามีความเห็นว่าเรื่องของสงฆ์ควรให้คณะสงฆ์ด้วยกันเป็นผู้ดำเนินการมากกว่า ให้พระเถระผู้ใหญ่เข้ามาดูแลดีกว่าที่จะให้ทางฆราวาส ตำรวจหรือทหารเข้ามาจัดการ ซึ่งเรื่องอย่างนี้ไม่ว่าในประเทศไทยเองหรือในประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาทั่วโลกยอมรับได้
    อาตมา ปรารถนาที่จะให้ท่านที่มีอำนาจรับผิดชอบเรื่องนี้ได้พิจารณาอย่างเที่ยงธรรม หากเป็นเช่นนั้น อาตมา คณะสงฆ์เมียนม่าร์และประชาชนชาวเมียนม่าร์ก็จะขออนุโมทนาสาธุการเป็นอย่างยิ่ง
   สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนี้อาตมา รู้สึกสงสัยอยู่ว่ามีใครบงการอยู่เบื้องหลังหรือไม่ 
    เรื่องนี้ใคร่ขอให้ ทางฝ่ายรัฐบาลและผู้ที่เป็นผู้บริหารในสถาบันหลักของประเทศไทยอย่าได้ปล่อยปละละเลยจนทำให้ศาสนาพุทธสูญสลายไปจากแผ่นดินไทย
    ตัวอาตมาเองและคณะสงฆ์เมียนม่าร์ก็ได้ทำหน้าที่ปกป้องรักษาพระพุทธศาสนามาด้วยความสงบ ภายใต้กฎหมายเพื่อให้เกิดความสงบร่มเย็นแก่ทุกคน อาตมาเองก็ยึดมั่นเช่นนั้น
    สำหรับพุทธศาสนิกชนชาวไทยพร้อมใจกันมาปกป้องพระพุทธศาสนาและวัดพระธรรมกาย ก็ขอให้ทุกท่านทำหน้าที่อย่างเต็มที่
     ทั้งนี้อาตมาใคร่ขอเจริญพรมาถึงท่านพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ไว้เป็นข้อคิดว่าจะทำสิ่งใดประการใดก็ขอให้ไตร่ตรองอย่างรอบคอบ เพราะอำนาจนั้นมิใช่สิ่งยั่งยืนเปรียบเสมือนการโยนก้อนหินลงไปในน้ำ บังเกิดวงคลื่นเพียงครู่เดียวก็สลายไป แต่การกระทำของเราหากเกิดความผิดพลาดมัวหมองมันก็จะติดตัวเราไปตลอดชีวิต
     เพราะฉะนั้นทางที่ดีขออย่าให้บังเกิดความมัวหมองนี้เลย ขอจงช่วยกันปกป้องรักษาพระพุทธศาสนาให้
มั่นคงยั่งยืนต่อไป 
     อาตมาขอฝากท่านนายกประยุทธ์ จันทร์โอชา ไว้เพียงแค่นี้. 
      ขอเจริญพร

สรุปปฐมบท

วันนี้อ่านบทความที่เค้าเขียนๆ กันในเฟดบุค เจอคนนี้เขียน หรือ เอามาจากไหนก็ไม่ทราบ แต่ว่าอ่านแล้วรู้สึกกระจ่าง เปรียบเทียบได้ดี ไม่อยากให้หายไปกับกาลเวลา นำมาเก็บไว้

ความว่า
...............................


Echo Zane นี่คือสิ่งที่
จะเอาหลวงพ่อและวัด.
..ผิดให้ได้ !! ใช่หรือไม่..

กรณีที่ 1 - ธนาคารแห่งหนึ่ง
เปิดตัวด้วยสมาชิก 5,000 คน
ใช้เวลา 4 ปี ทำการตลาดหาสมาชิกเพิ่ม
เปิดได้ 130 สาขา แต่หลังจากนั้นพบว่า
ขาดทุนไป 100 กว่าสาขา
มีเพียง 28 สาขาที่ไม่ขาดทุน

ปี 2558 ขาดทุนสะสม 2 หมื่นล้านบาท
ปี 2559 มีหนี้เสีย 4.7 หมื่นล้านบาท
คิดเป็น 43.7 % หรือเกือบครึ่งของสินเชื่อทั้งหมด

รัฐบาลสั่งให้กระทรวงการคลัง
ตั้งบริษัทรับโอนหนี้เสียทั้งหมด
เกือบ 5 หมื่นล้านบาท มาบริหารจัดการเอง
และมอบกองทุนช่วยเหลือเกือบ 3 พันล้านบาท
โดยมีกระทรวงการคลังกำกับดูแล 100 %

กรณีที่ 2 - สหกรณ์แห่งหนึ่ง
มีฐานสมาชิกที่มั่นคง 53,000 คน
เปิดมานานกว่า 33 ปี
มีทุนดำเนินการ 21,000 ล้านบาท
แต่การบริหารจัดการมีปัญหาภายใน
ทำให้เกิดขาดสภาพคล่อง

ต้องการวงเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล
ประมาณ 12,000 ล้านบาท
จะช่วยให้กิจการฟื้นฟู
1. สหกรณ์รอดพ้นปัญหาขาดสภาพคล่อง
2. ประชาชนหายร้อนใจ ทำธุรกรรมได้ตามปกติ
3. สหกรณ์ทั่วประเทศที่ให้ยืมเงินมา
รอดพ้นจากความเสี่ยงหนี้สูญ ล้มละลาย

แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด
สหกรณ์แห่งนี้ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ
จากรัฐบาลแม้แต่บาทเดียว ทั้งที่มีความเสี่ยงน้อยกว่ามาก

เหตุใดวิธีการช่วยเหลือสถาบันการเงิน 2 แห่งนี้
ของรัฐบาลจึงมีความแตกต่างกันเหลือเกิน

กรณีแรกทำไมถึงลงทุนอุ้มหนี้เสีย
แต่กรณีที่สองทำไมถึงช่วยเหลือช้า
แถมยังปล่อยให้ดีเอสไอมาโยนความผิด
ให้วัดพระธรรมกายเป็นผู้ทำความเสียหายแก่สหกรณ์อีกด้วย

ทั้งที่จริงแล้ว วัดพระธรรมกายต่างหาก
ที่กำลังแบกภาระอุ้มสหกรณ์แทนรัฐบาลอยู่ในขณะนี้
แถมยังถูกดีเอสไอตั้งข้อหาฟอกเงินและรับของโจรอีกด้วย

จากทั้งสองกรณีที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้สงสัยว่า
1. อะไรคือหลักเกณฑ์ให้ความช่วยเหลือ
สถาบันการเงินที่กำลังเดือดร้อนของรัฐบาล

2. อะไรคือหลักเกณฑ์การใช้กฎหมายกับประชาชน
ที่ไม่ใช่ผู้กระทำความผิด แต่ต้องมาแบกรับปัญหาแทนรัฐบาล

3. อะไรคือหลักเกณฑ์การติดตามเงินของเจ้าหน้าที่รัฐ
ทำไมถึงทิ้งเงิน 90 % ของสหกรณ์ ที่ยังไม่ได้คืน
แต่มาติดตามเงินเพียง 10 % ที่เจ้าทุกข์ถอนฟ้องไปแล้ว

4. วัดพระธรรมกายอยู่ในฐานะผู้รับบริจาคอย่างเปิดเผย
ไม่รู้ที่มาของเงิน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารสหกรณ์
เหตุใดจึงมาโยนความผิดทั้งหมดให้วัดพระธรรมกาย

5. อีก 3 ปี คดีสหกรณ์ก็จะหมดอายุความแล้ว
เหตุใดเจ้าหน้าที่รัฐไม่เร่งติดตามเงินที่เหลืออีก 90 %
เหตุใดรัฐบาลไม่รีบช่วยเหลือฟื้นฟูกิจการของสหกรณ์
เหตุใดไม่ห่วงใยสถานการณ์หนี้สูญเป็นโดมิโน่
ของสหกรณ์ทั่วประเทศ (ซึ่งวงเงินไม่ต่ำกว่าแสนล้านบาท)

6. วัดพระธรรมกายต้องแบกรับปัญหาสหกรณ์
แทนรัฐบาลและดีเอสไอ แต่เพียงผู้เดียวไปอีกนานแค่ไหน
ทั้งที่ความเสียหายของสหกรณ์นั้น
ไม่ได้เกิดจากวัดพระธรรมกายแม้แต่นิดเดียว


ที่มา..https://www.facebook.com/nationweekend/posts/10154638782320211?comment_id=10154640534050211&comment_tracking=%7B%22tn%22%3A%22R9%22%7D

วันพุธที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

แทนใจ



บทความนี้อาจจะแทนใจใครหลายคน. 

เห็นส่งกันในไลน์ ขอมาเก็บไว้เชิดชูส่วนตัว แต่ให้ทุกคนอ่านได้


คุณศศินภา นิติธรรมปพน
กรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ
เขียนบทความในวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน. ๒๕๕๙

ซึ่งทุกสถานี สำนักข่าวเสนอแต่ข่าวจะมาจับพระ จะบุกทะลวงศิษย์วัดพระธรรมกาย


บรรยากาศที่ตึงเครียด ไม่สบายใจ
ในยามที่ประเทศต้องการความสงบ

เพราะอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ และ เปลี่ยนแผ่นดิน ...

แต่ภาครัฐกลับโหมกำลัง พุ่งเข้าใส่กลุ่มคนผู้รักสงบ เอาคดีความที่มันเป็นไปไม่ได้ มายัดให้พระเดชพระคุณหลวงพ่อ ซึ่งท่านก็อาพาธ

รู้ว่าท่านไปรับไม่ได้แน่ และรู้ว่าศิษย์ท่านทุกคนมีเป็นแสนเป็นล้าน จักไม่ยอม

อย่างไง ก็ต้องวุ่นวายแน่นอน ...

เพราะ อย่างไงก็ต้องวุ่นวายแน่นอนนี่หรือเปล่าจึงทำให้มีอารมณ์มา

หรือว่า หวังให้มันวุ่นวาย ..
แต่เพื่ออะไร .. คนวัดคิดไม่ออกหรอก


เจ้าเล่ห์ไม่พอ



อย่าท้ารบ กับนักรบ

จากทุ่งลาดหญ้า


อ่านข่าวจากพาดหน้า 1 หนังสือพิมพ์

ที่ตำรวจจะออกหมายจับ หลวงพ่อทัตตชีโว รักษาการเจ้าอาวาส วัดพระธรรมกายแล้ว รู้สึกไม่สบายใจ สาเหตุที่ไม่สบายใจเพราะ เกิดความห่วงใยในสวัสดิภาพของพี่น้องตำรวจ ไม่มีใครทำอันตรายท่านหรอกนะ แต่ห่วง สวัสดิภาพทางใจของท่านที่จะสูญเสียไป เพราะ มากดดัน มาบีบบังคับ ให้ พระราชภาวนาจารย์ หรือหลวงพ่อ เผด็จ ทตฺตชีโว ส่งมอบตัว พระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธมฺมชโย)


หาไม่แล้วทางตำรวจจะออกหมายจับหลวงพ่อทัตตชีโวอีกรูปหนึ่ง นับเป็นข่าวที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง ที่ว่าน่าตื่นเต้นก็เพราะ “วันชนะศึก“ ใกล้เข้ามาแล้ว

หลายคนยังไม่รู้ว่า บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เมื่อเกือบ ๖๐ ปีที่แล้ว ท่านเก่งกาจขนาดไหน








เดรัจฉานวิชา ท่านผ่านมาหมดแล้ว จับน้ำมันเดือดๆในกระทะ ไม่เป็นอะไร เสกหนังควายเข้าท้องคน(ก็ทำได้หากจะทำ) เป็นนักชกมวยนักต่อสู้ทุกรูปแบบ แต่นั่นมันอดีต


หลวงพ่อพอมาอยู่ในร่มกาสาวพัตร์ท่านก็ละทิ้งมนต์ดำเเหล่านั้นหมดแล้ว คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง จับท่านใส่ตะกร้าล้างน้ำ จนมาเป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแล้ว


แต่ตอนนี้ ใครกันบังอาจมาแหย่เสือหลับ ตัวพระเดชพระคุณหลวงพ่อน่ะ ท่านละแล้ว วางแล้ว แม้ท่านจะเป็นเชื้อสายจากนักรบแห่งทุ่งลาดหญ้า ในสงครามเก้าทัพ เป็นแม่กองดาบทะลวงฟัน เพื่อ พระพุทธศาสนาก็ตาม ท่านก็ไม่ทำร้ายใครแล้ว







แต่ลูกศิษย์ของท่านก็ไม่แน่นะ เพราะเมื่อรังแกกันหนักๆเข้า ทุกคนมีขีดจำกัดความอดทน ลูกศิษย์หลวงพ่อ เป็นนักรบแห่งกองทัพธรรม เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันเกือบทุกคน ทั้งอุบาสกและอุบาสิกา


ผู้เขียนเคยได้ยินแต่ “เปลี่ยนสนามรบ ให้เป็นสนามการค้า“ แต่นโยบาย “เปลี่ยนวัด เปลี่ยนสถานที่ปฏิบัติธรรม ให้เป็นสนามรบ“ ก็ในยุค คสช.นี่แหละ!!


สงครามเก้าทัพ วันชนะศึก ทุ่งลาดหญ้า “ขุนรัตนาวุธ แม่กองดาบทะลวงฟัน ยังมีจิตใจที่เข้มแข็ง และเด็ดเดี่ยว ห่วงใยประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง จึงถึงกับใช้ข้อมือซ้ายเอามาจุ่มเลือดจากข้อมือขวาที่ขาด เขียนตัวหนังสือบนผ้าปูเตียงว่า “จงรักษาลาดหญ้าไว้ด้วยเลือดและชีวิต“


มาบัดนี้ ข้าแต่เทพเทวาที่สถิตย์ปกปักษ์รักษามหาธรรมกายเจดีย์ เจดีย์รัตนที่สถิตย์ของพระพุทธเจ้านับล้านพระองค์


ปวงข้าฯขอปฏิญาณ จะปกป้องมิให้มันผู้ใด มาทำอันตรายต่อ พระพุทธศาสนาได้แต่น้อย แม้จะต้องแลกด้วยเลือดและชีวิตก็ตาม


ศศินภา นิติธรรมปพน


กรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ

๓๐ พฤศจิกายน. ๒๕๕๙

วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

จดหมายจากหิ่งห้อย

ถึงมะนาว

หิ่งห้อยแม้ให้ความสว่างเพียงเท่าปลายเข็ม แต่ท่ามกลางใจอันมืด แม้แสงเพียงน้อยนิดอาจจะทำความสว่างที่ยิ่งใหญ่ให้เกิดขึ้นได้

ในฐานะที่เคยอยู่สำนักเดียวกัน แม้มันจะยาวนานมากแล้ว  และนายก็หนีออกจากสำนักไป แสวงหาเส้นทางชีวิตส่วนตัว แบบไม่เอาหมู่คณะ

ทีแรกเราก็นึกว่า คนมีความรู้ ขนาดนี้ ก็คงเป็นที่ต้องการของใครต่อใคร คงจะไปเจริญงอกงาม เป็นกำลังของพระศาสนาต่อไป

อยู่สำนักใหญ่ไม่ได้ แต่ถ้ามีอุดมการณ์ ที่จะทำโลกให้งดงาม  คนเดียวก็ทำไปได้

แต่เราก็เฝ้าดูชีวิตนายห่างๆ  นายก็หันหลังให้กับศาสนา  กลับตั้งใจทำลายอาจารย์  มีเหตุผลสวยหรู ดุจเดียวกับอัศวินที่จะทำลายล้างบ้านเมืองคนอื่น  ข้ออ้างเพื่อชำระพระศาสนาให้สะอาด

ฟังเผินๆก็ดี  แต่ดูการกระทำกลับเป็นการ อาฆาตแค้น ทำสิ่งที่เรียกว่าเนรคุณต่อเนื่องหลายปี

ความแค้นเผาใจจนไม่สามารถครองเพศบรรพชิตต่อไป  สึกหาลาเพศไปครองเรือน  ก็ไม่สำนึก ยังทำตัวเป็นเครื่องมือ ทำลายล้างครู ล้างสำนัก  ทำลายพระศาสนาด้วยบทความ การพูด หนังสือที่ทำให้เกิดความสับสนอย่างใหญ่หลวง  ยุยง ยุแหย่ ฯลฯ

หยุดเถอะ  มะนาว

หยุดก่อนที่กรรมจะสนอง
หยุดก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะออกจากร่าง

หลวงพ่อก็ไม่แข็งแรง
นายทำอะไรไว้ก็รู้แก่ใจ

ตอนนี้มากราบขอขมาท่านซะ  กรรมหนักจะได้เบาลงบ้าง
อย่าจองเวรจองกรรมกันเลย  ร่วมสร้างความดีไปกันดีกว่า

สังสารวัฏที่ยาวไกล  จะได้ร่วมเดินทางไปด้วยกัน

คิดซะบ้างนะ มะนาว

วิ. 10/11/59

วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ชายสองคนกับหนึ่งพิคโกโร่



กาลครั้งหนึ่งนานมากกกแล้ว 

ณ แดนดินสยามเมืองยิ้ม 
ที่ยังมีรอยยิ้มอยู่

มีเรือเดินทะเลมาเทียบท่า 
ขึ้นของลงของจากทั่วสารทิศ

มีชายสองคน 

คนหนึ่งมาจากทางแดนดินเทือกเขาแอลป์
คนหนึ่งมาจากแผ่นดินแห่งทะเลทราย 

มาถึงเมืองที่มีคนมีรอยยิ้ม ให้รู้สึกว่าบาดหูบาดตา 
ทำไมบ้านเมืองนี้ ช่างแปลกประหลาด ทุกคนมีแต่รอยยิ้ม 

ที่บ้านของเรา ใครอยู่ๆ ยิ้มนี่ถือว่า ต้องมีปัญหา 
ทุกคนต้องหน้านิ่ง 
ริมฝีปากเป็นเส้นตรง 
จะยิ้มต่อเมื่อมีเรื่องให้ยิ้ม 
ยิ้มพร่ำเพรื่อถือว่าผิดปกติ


ด้วยความรู้สึกรังเกียจการเห็นคนยิ้มใส่ 
หมายเอาว่า ยิ้มเยาะ 
จึงตกลงกันว่า เราจะต้องเอาสิ่งที่ทำให้ 
คนทางบ้านเมืองของเรา ปราศจากรอยยิ้ม 
คือความกลัวต่ออำนาจลึกลับ 
ความเชื่อสิ่งที่เราต่อต้านไม่ได้
นสิ่งที่พวกเราเรียกว่า"พิคโกโร่"
มาปล่อยไว้แถวนี้ ให้คนที่นี่หมดยิ้มให้จงได้ 
เป็นการขยายอาณาเขตของเราด้วย 


ดังนั้น ก็ตกลงกันสองคนว่า 
ช่วงที่จะมีงานเทศกาลใหญ่ๆ
 ที่เกี่ยวกับความเชื่อของคนที่นี่ 
ให้หาเรื่องให้เสื่อมความนับถือ 
ในตัวบุคคล 
ในพิธีกรรม 
ในทุกเรื่อง

สองคนนี้ เดิมที ก็ไม่ค่อยถูกกันเท่าไหร่ 
ทะเลาะกันมานมนาม เพราะบ้านไม่ไกลกันเท่าไหร่
แต่ถือคติว่า ศัตรู ของ ศัตรู ก็คือ มิตรร่วมรบ

ดังนั้น ตอนที่มากันใหม่ๆ ยังไม่เข้มแข็ง
ก็ตกลงที่ต้องทำลายของเก่าก่อนละกัน 
เพื่อจะหยั่งเท้า ยืนให้มั่นคง

ผ่านไปจนกระทั่ง 
กาลไม่นานนี้ 
เริ่มแข็งแรงในดินแดนนี้ 

ณ ที่นี่ ก็ค่อยๆ หมดยิ้ม ไปทุกที 
ลูกหลานของ คนสองคนก็มาอยู่กันอย่างมั่นคง


"พิคโกโร่" ก็เริ่มเป็นสิ่งที่เข้าไปทดแทน 
ความรู้เดิม ของเรื่องชีวิต โลก จักรวาล

ถ้าคนในความเชื่อเดิม บอกว่า 
การเวียนว่ายตายเกิด ไม่มี 
รับรองได้เลยว่า จะถูกตีตาย 
ขับไล่ออกไปจากความเชื่อเดิม

แต่กับสิ่งที่ชายสองคนนั้น บอกว่า 
การเวียนตายเกิดไม่มี 
ตายแล้วก็นั่งรออย่างนั้น 
จนกว่า "พิคโกโร่จะมีอารมณ์มาตัดสิน" 
กับความคิด ความเชื่อ และคำพูดแบบนี้
พวกนักคิดของ ความเชื่อเดิม กลับเฉยๆ

เมื่อเฉยๆ 
ก็ถูกตีว่า มีคนยอมรับ ไม่ปฏิเสธ
รุ่นต่อไป ก็มีการห้ามเรียนในโรงเรียน
ให้ไปพูดคุยกันลับหลัง ที่ไหนสักที่

ถ้าพูดในโรงเรียน ก็สู้ความรู้เดิมไม่ได้
เพราะเต็มไปด้วย เหตุ และ ผล

แต่ถ้าห้ามพูดทั้งหมด ก็พอสู้ได้ 
เดี๋ยวขยายไปทาง 
ความอยาก 
อำนาจ 
อารมณ์ 
เงินตรา

เด็กรุ่นต่อไป ก็คงพอจะทำให้
การยิ้มนี้หมดไปอย่างถาวรได้

เพราะรู้เหตุว่า ยิ้มของคนเมืองนี้
ที่ไม่ต้องมีเรื่องก็มีรอยยิ้ม
เพราะยิ้มมาจากใจ 
เพราะใจถูกความเชื่อเดิมฝึกมาจน ใจอ่อนโยน
เพราะอ่อนโยนจนเห็น ทุกคนบนโลก ร่วมทุกข์อยู่ด้วยกัน
เพราะเห็นถึงความทุกข์ จึงมีรอยยิ้มให้กำลังใจกัน

ดังนั้น " พิคโกโร่" จึงต้องทำอะไรบางอย่าง 
เพราะ "พิคโกโร่ "
เท่านั้นที่ให้กำลังใจ บางคน
เท่านั้นที่พิจารณาให้ใครบางคนทุกข์
เท่านั้นที่จะเลือกให้อยู่ต่อไป
เท่านั้นที่จะได้รับความสุข 
เท่านั้นที่จะรับรอยยิ้ม 



นี่แหละ เหตุของเรื่องราวที่เอารอยยิ้มของพวกเราไป

แล้วจะทำอย่างไร ถึงจะรักษารอยยิ้มไว้บนลูกหลานเรา 
ณ ดินแดนแห่งนี้ได้

หยุด คิดสักนิด ว่าตอนนี้เรากำลังเป็นเครื่องมือ
ให้กับชายสองคน กับ หนึ่ง"พิคโกโร่" ของเค้าไหม

หยุด คิดสักหน่อยว่า พวกเดียวกันเองทำไมไม่รักกัน 
ไม่แบ่งปันกัน ไม่เกื้อกูลกัน ทะเลาะกัน เกลียดกัน ว่าร้าย 
ป้ายสี  

ลุกขึ้นมา บอกเค้าว่า ความเชื่อแบบไหน ที่ไม่มีเหตุ ไม่มีผล 
เต็มไปด้วยความรู้สึก และอารมณ์ที่ไม่คงที่ของสิ่งที่ไม่มีตัวตน
ความเชื่อแบบนี้ที่ปรับเปลี่ยนไปได้ตามเวลา

ไม่ใช่สัจธรรมที่คงอยู่  
บอกเค้าไปว่า คุณควรหันมาศึกษาความเชื่อดั้งเดิมของเรานะ
คุณควรมีใจเมตตาต่อสัตว์โลกนะ
คุณมาอยู่บ้านนี้เมืองนี้ คุณน่าจะเรียนรู้ของดีเมืองนี้ไปนะ
เอาไปบอกคนที่บ้านคุณ 
เปลี่ยนการมอบความตายให้กัน 
เป็นมอบดอกไม้ให้กัน


แล้วก็หยุด กิจกรรม ใส่ร้าย ป้ายสี  เอาความไม่ดีเที่ยวใส่ให้

อยากมาอยู่ด้วยกัน ก็มาหัดยิ้มด้วยกัน 

จะดีกว่าไหม.
ขอบคุณภาพจาก 
http://fb.upyim.com/26844/
http://universityshare.blogspot.com/2016/02/04thaimonks.html